Showing posts with label ความเข้าใจดิจิทัล. Show all posts
Showing posts with label ความเข้าใจดิจิทัล. Show all posts

คุกกี้ (Cookie) บนเว็บไซต์คืออะไร

เมื่อเราเข้าไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเว็บบราวเซอร์ (web browser) ในเว็บไซต์ต่าง ๆ จะสังเกตเห็นหน้าต่างป็อปอัพที่ขึ้นมาสอบถามว่า ยอมรับ/ไม่ยอมรับคุกกี้ (Cookie) ซึ่งผู้ใช้อย่างเรา ๆ ก็งง ว่า คุกกี้ (Cookie) คืออะไร แล้วการกดยอมรับ หรือไม่ยอมรับมันดียังไง? ต้องกดยอมรับไหม? จะเสี่ยงข้อมูลหลุดมั้ย? มันเก็บข้อมูลอะไรของเราไปบ้าง ?

Cookie คืออะไร
Cookie เป็นไฟล์ข้อความ (Text File) ขนาดเล็กที่ถูกจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสามารถอธิบายได้ว่าเป็นสิ่งที่เว็บไซต์ทั้งหลายใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้ และใช้จัดการเกี่ยวกับให้บริการบนเว็บไซต์ให้ตรงกับการใช้งานของผู้ใช้ 

Cookie ใช้เพื่อทำอะไร
Cookies ทำให้ใช้งานเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้ใช้เว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การจดจำการตั้งค่าความชอบ (preference settings)

ประเภทของ Cookie บนเว็บไซต์
  1. Cookie แบบช่วงเวลาหรือแบบชั่วคราว (Session Cookies) Cookie ประเภทนี้จะทำงานเมื่อเราเปิดเว็บไซต์เท่านั้น โดยจะทำการบันทึกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ เมื่อปิดเว็บไซต์แล้ว ก็จะทำการลบไฟล์คุกกี้นั้นทันที โดยไม่มีการบันทึกข้อมูลใด ๆ เก็บไว้
  2. Cookie ถาวร (Persistent Cookies) เมื่อปิดเบราว์เซอร์ไปแล้ว Cookie ประเภทนี้จะยังคงถูกจัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และจะถูกดึงข้อมูลมาใช้ทุกครั้งที่ผู้ใช้เข้าใช้งานเบราว์เซอร์ในครั้งต่อไป ช่วยให้เว็บไซต์จดจำผู้ใช้และความสนใจของผู้ใช้ เพื่อที่จะได้เลือกแสดงผลเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ เช่น รายละเอียดการเข้าสู่ระบบ รายการสินค้าที่ดูล่าสุด 
  3. Cookies บุคคลที่สาม (Third-party Cookies) ถูกสร้างและกำหนดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร บริษัท หรือบุคคลภายนอกที่เจ้าของเว็บไซต์ได้ใช้บริการอยู่ เช่น ใช้บริการวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าใช้งาน หรือการสร้างและการส่งโฆษณา ทำหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหว ดูพฤติกรรมการออนไลน์ และลักษณะการใช้จ่ายของผู้ใช้เว็บไซต์นั้น ๆ และอนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถแสดงโฆษณาต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ มักนำมาใช้ในการทำการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดเพจวิว 
  4. Cookies บุคคลที่หนึ่ง (First-party Cookies) คุกกี้ประเภทนี้ เจ้าของเว็บไซต์จะเป็นผู้กำหนดขึ้นมา เพื่อปรับปรุงการทำงานโดยรวมของเว็บไซต์ แม้จะปิดเว็บไซต์ออกไปแล้วก็ยังคงจดจำข้อมูลเอาไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น ข้อมูลการลงชื่อเข้าสู่ระบบ 
  5. Cookies คุกกี้ทางการตลาด (Marketing Cookies) คุกกี้ประเภทนี้คล้ายกับThird-party Cookies ถูกใช้ในการติดตามผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาและการดำเนินการด้านการตลาด
  6. Cookies เพื่อการวิเคราะห์ (Performance and analytical cookies) เป็นคุกกี้ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ คุกกี้ประเภทนี้ช่วยเว็บไซต์จดจำข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสามารถในการใช้งานโดยรวมของเว็บไซต์ได้ เพื่อปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้ใช้เว็บไซต์ เช่น ภาษาที่ใช้ หรือการปรับเปลี่ยนไปตามประเทศ หรือเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเข้าใช้
ตัวอย่าง การให้ความยินยอมและการตั้งค่าคุกกี้ในหน้าเว็บไซต์ THE STANDARD
จาก https://thestandard.co/

ข้อดีของ Cookie
  1. ช่วยจดจำเวลาที่เราเข้าไปยังเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง และเมื่อมีโฆษณาจากแพลตฟอร์มอื่นมาปรากฏ ก็จะเห็นแค่โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของเราเท่านั้น
  2. ช่วยบันทึกข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล ทำให้ใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
  3. ช่วยจดจำพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์ของเราได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเสิร์ชหาข้อมูลอะไรบ่อย ๆ Search engine ก็จะปรากฏเว็บไซต์ที่เข้าชมบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ 
ข้อควรระวังในการใช้งาน Cookie
  1. Cookie บางประเภทจะติดตามพฤติกรรมการใช้งานของคุณ และมักเน้นจุดประสงค์เพื่อการตลาด และการโฆษณาเป็นหลัก เช่น Third-party cookie
  2. ผู้ใช้งานเว็บไซต์ควรจะมีการพิจารณาในทุกครั้งก่อนที่จะยินยอมให้ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานและด้านข้อมูลส่วนบุคคล
  3. ข้อมูลส่วนตัวของคุณอาจถูกลักลอบส่งกลับไปยังเว็บไซต์ไม่พึงประสงค์ จนนำไปสู่การถูกแฮกข้อมูลบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ 

อ้างอิง:
วณิชชา วรรคาวิสันต์. (2564, 15 กันยายน). Cookie บนเว็บไซต์คืออะไรนะ ?. https://goonlinethailand.com/blog/lifestyle/cookie-web/

ทำความรู้จัก Cookies คืออะไร ? ทำไมจึงมักจะปรากฎตามเว็บไซต์อยู่เสมอ. (2565, 6 พฤษภาคม).https://cookiewow.com/th/blogs/what-is-cookies-and-how-it-is-important-for-your-website

Cloud Computing คืออะไร?

Cloud Computing คือ ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าถึง IT Resource ทุกประเภทได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต คล้ายกับการเก็บข้อมูลไว้บนกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้าซึ่งจะทำให้เราสามารถมองเห็นได้จากทุกที่ทุกเวลา

ตัวอย่างการใช้ Cloud Computing ในชีวิตประจำวัน
  1. ช่วงเช้าอ่าน Email ผ่าน Gmail และ Video Call Conference ผ่าน Google Meet
  2. ช่วงสายทำงานผ่าน Microsoft Teams
  3. ช่วงเที่ยงใช้ Internet Banking จ่ายค่าอาหาร
  4. ช่วงเย็นถ่ายรูปและ Upload ไปเก็บไว้ใน iCloud แล้วซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Amazon
ภาพโดย Macrovecter จาก Freepik

ประเภทของ Cloud Computing 
Cloud Computing แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
 
1. ระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) 
คือการที่องค์กร หน่วยงาน หรือบริษัท เป็นผู้ลงทุนจัดตั้งคลาวด์ขององค์กรของตนเองขึ้นมา โดยลงทุนทั้งในส่วนของ Hardware และ Software เป็นพื้นฐานในการทำ และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud Datacenter) ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น
ข้อดี : ข้อมูลปลอดภัยเพราะจัดเก็บอยู่ภายในศูนย์ข้อมูล (Datacenter) ของตัวเอง
ข้อจำกัด : ไม่สามารถขยายการจัดเก็บข้อมูลแบบ Scale Out อย่างกะทันหัน เมื่อเกิดช่วงเวลาที่มีภาวะการทำงานสูงสุด Workload Peak Time ได้เหมือนกับคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) และมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องลงทุนซื้อ Hardware และ Software รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบเองทั้งหมด

2. ระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่องค์กร/หน่วยงานเข้าไปใช้บริการ โดยอาจจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี
ข้อดี : ประหยัดเงินได้มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud Datacenter) เป็นของตัวเอง
ข้อจำกัด ; อาจมีปัญหาด้านนโยบายในการตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Policy Audit) ของบางองค์กร ที่ห้ามเก็บข้อมูลไว้นอกองค์กร

3. ระบบคลาวด์แบบผสม (Hybrid Cloud) คือ เป็นการเอาข้อดีของระหว่างระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) มาใช้เพื่อการขยายการจัดเก็นข้อมูล Scale Out ในการประมวลผลในช่วงเวลาที่เกิดภาวะการทำงานสูงสุด Workload Peak Time เป็นต้น
ข้อดี : เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการได้มากขึ้นและอุดข้อเสียของทั้ง 2 รูปแบบนั้นได้
ข้อจำกัด : มีความยุ่งยาก เพราะรายละเอียดของ Cloud ทั้งสองแบบนั้นต่างกันมาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญปรับแต่งระบบให้ทำงานร่วมกันและทดสอบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียร
ภาพโดย fullvector จาก Freepix

ประเภทการบริการคลาวด์ (Cloud Service Models)
การบริการคลาว์ด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 
1.  IaaS (Infrastructure as a Service) เป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของ IT (IT Infrastructure ในระบบเสมือน ให้บริการเช่า Cloud สำหรับเก็บข้อมูล พื้นที่ประมวลผล ระบบแม่ข่าย (Server) เสมือน และเครือข่าย รองรับการใช้งาน Software และ Application ได้
2. PaaS (Platform as a Service) ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน IT ร่วมกับ Platform แก่ผู้ใช้งาน โดยผู้ให้บริการได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้ว เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำมาใช้งานต่อยอดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับองค์กรประเภทผู้พัฒนา (Developer) ที่ทำงานเกี่ยวกับ Software และ Application
3. SaaS (Software as a Service) รูปแบบการใช้งานที่ให้บริการทุกประเภทผ่านซอฟต์แวร์ โปรแกรม แอปพลิเคชันออนไลน์ โดยใช้การประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบแม้แต่น้อย และยังสามารถเรียกใช้งานทั้งระบบผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันทีอีกด้วย ตัวอย่างบริการ SaaS ที่ใกล้ตัวเรานั้น ได้แก่ Gmail Office365 และ Google Application

ข้อดีของ Cloud Computing
1. ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึง (Speed & Agility)
2. ปรับขนาดได้ตามต้องการ (Scalability)
3. มีระบบความปลอดภัย (Security)
4. ลดต้นทุน IT ที่ไม่จำเป็น (Lower Cost)


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง:
บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน). Cloud Computing คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจในยุคดิจิทัล
https://www.g-able.com/th/insights/cloud-computing-in-digital-transformation

บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน). องค์กรแบบไหนควรนำ Cloud Computing ไปใช้
https://www.g-able.com/th/insights/what-is-cloud-computing

ชนากานต์ บุตรรักษ์. (2565, 6 กันยายน). Cloud Computing คืออะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต. https://blog.openlandscape.cloud/what-is-cloud-computing

ทำความเข้าใจกับเมตาเวิร์ส (Metaverse)

ความหมายของ Metaverse
Metaverse” มาจากคำว่า “Meta” ซึ่งเป็นคำที่ใช้นำหน้า (Prefix) หมายถึง มากกว่า เหนือกว่า กับคำว่า “Universe” ซึ่งหมายถึงจักรวาล รวมเป็นคำใหม่ที่มีความหมายว่า “จักรวาลที่อยู่เหนือจินตนาการ” โดยคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์นิเทศศาสตร์ร่วมสมัย ราชบัณฑิตยสภา มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ให้บัญญัติคำว่า “Metaverse” ในภาษาไทย เป็นคำว่า “จักรวาลนฤมิต” และเขียนทับศัพท์จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยว่า “เมตาเวิร์ส

ภาพจาก Freepix  

“Metaverse” ปรากฏครั้งแรกในนวนิยาย Sci-Fi ที่มีชื่อว่า Snow Crash เป็นโลกอีกใบที่ให้ผู้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันผ่านการจำลองเป็นตัวละครต่าง ๆ (Avatar) หรือเป็นอะไรก็ได้ ที่เกิดจากเทคโนโลยีและช่วยเชื่อมต่อผู้คนให้สามารถสื่อสารและทำกิจกรรมกันได้ ตัวอย่างเช่น เกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นสวมบทบาทเป็นตัวละครอวาตาร์ (Avatar) พื้นที่โลกเสมือนจริงที่ให้คนได้พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในโปรแกรม Zoom แบ่งปันคอนเทนต์ใหม่ ๆ ร่วมกัน อาทิ Facebook, Instagram หรือ Twitter เป็นต้น

Metaverse เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอะไรบ้าง
  • AR หรือ Augmented Reality คือ ประสบการณ์การปฏิสัมพันธ์แบบ 3 มิติ ที่ผสมผสานมุมมองของโลกจริงเข้ากับเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์ โดยมีอุปกรณ์เป็นตัวกลาง เช่น แว่น AR  หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ที่เมื่อผู้ใช้มองโลกผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะเห็นภาพกราฟิกในลักษณะ 3 มิติ จากโลกเสมือนมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ตัวอย่างของ AR เช่น เกมยอดฮิตที่ให้ทุกคนมาไล่จับโปเกมอนตามสถานที่ต่าง ๆ ผ่านมือถือ อย่าง Pokémon Go  และ ถึงแอปพลิเคชัน IKEA Place ที่ให้ลูกค้าทดลองนำภาพเสมือนของเฟอร์นิเจอร์วางในบ้านประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อจริง  เป็นต้น
  • VR หรือ Virtual Reality เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปโลกเสมือนจริง โดยผ่านการรับรู้ด้วยแว่น VR หรือ VR Headset รวมถึงสามารถเคลื่อนที่ไปมา และโต้ตอบได้อย่างเต็มรูปแบบโดยไม่มีภาพของโลกจริงเข้ามาแทรก โดยเมื่อผู้ใช้สวมแว่น VR แล้วก็จะเหมือนหลุดเข้าไปอยู่โลกเสมือนอย่างเต็มตัวด้วยมุมมองแบบ 360 องศา
  • MR หรือ Mixed Reality เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความเป็นจริงทางกายภาพกับโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง Microsoft ได้อธิบายถึง MR ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์สองประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่ Holographic devices ที่สร้างวัตถุดิจิทัลขึ้นมาและนำมาไว้ในโลกจริง ซึ่งจะทำให้ดูเหมือนกับว่าวัตถุนั้นมีอยู่จริง และอีกประเภทคือ Immersive devices เป็นการปกปิดองค์ประกอบที่อยู่บนโลกทางกายภาพพร้อมแทนที่ด้วยการสร้างสรรค์ทางดิจิทัลซึ่งทั้งสองตัวนั้นใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ MR เป็นศาสตร์ที่ต่อยอดจาก AR มาอีกระดับหนึ่ง ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุดิจิทัลได้ราวกับวัตถุมีอยู่จริง
  • XR - Extended Reality เป็นการเทคโนโลยี AR VR และ MR เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถเกิดการโต้ตอบ และมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถจะเชื่อมต่อข้อมูลกับเครือข่ายและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้ ซึ่งขณะนี้ XR ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา
ภาพโดย pikisuperstar จาก Freepik

Metaverse สำคัญอย่างไร
การเข้ามาของ Metaverse เรียกได้ว่าทำให้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป ทั้งการติดต่อสื่อสาร การทำงาน หรือแม้กระทั่งการโฆษณา หากเรายังเมินเฉย ไม่สนใจ ตัวเราเอง และธุรกิจของเราอาจจะเสียเปรียบได้ในอนาคต อย่างที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย ที่มีผลต่อชีวิตของเราในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 

ประโยชน์ของ Metaverse
ด้านการแพทย์: สามารถใช้  Metaverse ในการผ่าตัดจากระยะไกล และช่วยในเรื่องการจำลองการฝึกผ่าตัดในโลกเสมือนให้มีความชำนาญมากขึ้น
ด้านการเรียนรู้: หลายคนอาจจะมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม และหลากหลายมากยิ่งขึ้น รูปแบบของการศึกษานั้นจะเปลี่ยนไป เช่น  การเรียนรู้เรื่องภาษา วัฒนธรรม การเรียน 
ด้านการทำงาน: การมาของ Metaverse อาจจะทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ทั้งในด้านการทำงาน บริการ ตำแหน่งงาน ที่จะทำให้การปฏิสัมพันธ์กันตอนทำงานเหมือนจริงกันมากขึ้น 
ด้านการใช้ชีวิต: ในอนาคตมนุษย์เราที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือน ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นในสิ่งที่อยากจะเป็น เช่น การท่องเที่ยวยังสถานที่ที่ไม่มีโอกาสจะได้ไป


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง:
ภาวิณี อุปถานา. (2565, 22 กุมภาพันธ์). 9 เรื่องควรรู้ กับ Metaverse โลกเสมือนแห่งอนาคต. https://www.nectec.or.th/news/news-article/9about-metaverse.html

Kultida Techsauce. (2564, 2 พฤศจิกายน). Metaverse คืออะไร ประกอบด้วยเทคโนโลยีอะไรบ้าง เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Cryptocurrency ภายใน 5 นาที. 
https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-metaverse

Reality ที่แตกต่างของ AR VR MR และ XR. (2562, 29 สิงหาคม). https://www.keencollective.co.th/blog/ reality-ที่แตกต่างของ-ar-vr-mr-และ-xr/

Techsauce Team. (2564, 11 มีนาคม). AR VR MR XR คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่โลก Metaverse. https://techsauce.co/metaverse/what-is-the-difference-ar-vr-mr-xr

รู้จัก PAPD เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ภาพโดย macrovector จาก freepik.com

PDPA คืออะไร
PDPA ย่อมาจาก Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายว่าด้วยการให้สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล สร้างมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย และนำข้อมูลไปใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ตามคำยินยอมที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอนุญาต โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ระบุให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานภาครัฐ ต้องไม่นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ ที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม แต่ในหมวดที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับเนื้อหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการกำหนดโทษกรณีที่มีการละเมิดกฎหมายนั้น และปัจจุบันได้ถูกเลื่อนให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565

สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่รัฐคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (Personal Data Protection Act)  เนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นและช่องทางสื่อสารต่าง ๆ มีหลากหลายขึ้น ทำให้การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลทำได้ง่ายขึ้น และหลายครั้งก็นำมาซึ่งความเดือดร้อนรำคาญหรือสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูล ตลอดจนสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ด้วย จึงต้องมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รวมถึงการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น (ธนาคารไทยพาณิชย์, 2563)

ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร มีอะไรบ้าง
ภาพโดย stories จาก freepik.com

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) คือ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่จะไม่นับรวมข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ข้อมูลส่วนบุคคลมอะไรบ้าง 
  • ข้อมูลที่แสดงถึงความเป็นตัวตน ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล หรือชื่อเล่น เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขบัตรประกันสังคม เลขใบอนุญาตขับขี่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต (การเก็บเป็นภาพสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรอื่น ๆ ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่กล่าวมาย่อมสามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้โดยตัวมันเอง จึงถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล) 
  • ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ (location) ที่อยู่ อีเมล เลขโทรศัพท์ ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address MAC address 
  • ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ ฟิล์มเอกซเรย์ DNA ข้อมูลสแกนม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์ เสียง ข้อมูลพันธุกรรม 
  • ข้อมูลระบุทรัพย์สินของบุคคล เช่น ทะเบียนรถยนต์ โฉนดที่ดิน รวมถึงข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลข้างต้นได้ เช่น วันเกิดและสถานที่เกิด เชื้อชาติ สัญชาติ น้ำหนัก ส่วนสูง 
  • ข้อมูลการแพทย์ ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการจ้างงาน 
  • ข้อมูลหมายเลขอ้างอิงที่เก็บไว้ในไมโครฟิล์ม แม้ไม่สามารถระบุไปถึงตัวบุคคลได้ แต่หากใช้ร่วมกับระบบดัชนีข้อมูลอีกระบบหนึ่งก็จะสามารถระบุไปถึงตัวบุคคลได้ 
  • ข้อมูลการประเมินผลการทำงานหรือความเห็นของนายจ้างต่อการทำงานของลูกจ้าง 
  • ข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ที่ใช้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคล เช่น log file  หรือ ข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ยังมีข้อมูล ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) อันได้แก่ ข้อมูล เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดและมีบทลงโทษที่รุนแรงหากกรณีเกิดการรั่วไหลของข้อมูลสู่สาธารณะ 
    ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ในกฎหมาย PDPA มี 3 ประเภท ได้แก่
    1. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) คือ บุคคลที่ข้อมูลสามารถระบุไปถึงได้
    2. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    3. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
    สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Right)
    1. สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) 
    2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (Right of access) 
    3. สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability)
    4. สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object)
    5. สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคล (Right to erasure / Right to be forgotten) 
    6. สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (Right to restrict processing)
    7. สิทธิในการขอให้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification)
    ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะสามารถรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล ได้เมื่อใด?
    การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จะชอบด้วยกฎหมาย เมื่อทำตามหลักการหลักการใดต่อไปนี้
    1. ได้รับความยิมยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
      • การขอความยิมยอมต้องทำโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
      • ต้องแจ้งความประสงค์ในการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล
      • มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ ไม่เป็นการหลอกลวง
      • หากข้อมูลส่วนบุคคลไม่จำเป็นต่อการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีอิสระที่จะให้ความยินยอม
      • เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของของมูลส่วนบุคคล
    2. จัดทำเอกสารประวัติศาสตร์ หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยหรือการจัดทำสถิติ
    3. เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
    4. จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญากับเจ้าของข้อมูล เช่น การซื้อขายของออนไลน์ ต้องใช้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล
    5. จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐ
    6. จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
    7. เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ส่งข้อมูลพนักงานให้กรมสรรพากรเรื่องภาษี เป็นต้น
    บทลงโทษการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
    การที่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่รัฐ นำข้อมูลเราไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเหตุจำเป็น ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมายและมีบทลงโทษดังนี้
    1. ความรับผิดทางแพ่ง ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอีก โดยสูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง
    2. โทษทางอาญา จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    3. โทษทางปกครอง ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
    ในฐานะเจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องข้อมูลทุกครั้งที่จะต้องให้ข้อมูลในรูปแบบเอกสาร เสียงและสื่ออื่นที่แสดงถึงตัวตน ต้องทำข้อตกลงกำหนดขอบเขตของการใช้ข้อมูล และระยะเวลาสิ้นสุดการใช้ข้อมูลของตนในการทำนิติกรรมต่าง ๆ และเตือนสติตนเองไม่ให้ละเมิดสิทธิข้อมูลของบุคคลอื่นอีกเช่นกัน


    เรียบเรียง : 
    ธนวัฒน์  นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง : 
    ธนาคารไทยพาณิชย์. (2563). PDPA พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องใกล้ตัวเรากว่าที่คิด. สืบค้นจาก https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/tips-for-you/pdpa-about-us.html

    พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562. (2562, 24 พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136. ตอนที่ 69 ก. หน้า 52-95

    สุนทรีย์ ส่งเสริม. (2564). พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 [สไลด์ประกอบการบรรยาย]. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/PaymentSystems/PSA_Oversight/20210224%20%20PDPA%20%20Nonbank/พร้อมรู้%20PDPA_ดร.สุนทรีย์_24ก.พ.64.pdf

    สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. สาระสำคัญ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พศ 2562 [แผ่นพับ]. สืบค้นจาก https://www.mdes.go.th/law/detail/3822-แผ่นพับสาระสำคัญพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒.pdf

    Sawangpong. (2564, 24 พฤษภาคม). PDPA คืออะไร เกี่ยวข้องกับเราทุกคนอย่างไร. สืบค้นจาก
    https://t-reg.co/blog/t-reg-knowledge/what-is-pdpa/

    เตรียมการประชุมออนไลน์อย่างมืออาชีพ

     

    ภาพจาก www.freepik.com

    แม้การประชุมออนไลน์ในยุคนี้จะมีความสะดวกสบายด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ทำงานหลายคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การประชุมออนไลน์ทำให้เหนื่อยล้ามากกว่าการประชุมแบบปกติ เนื่องจากการประชุมออนไลน์ ค่อนข้างกินเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้ชั่วโมงทำงานต่อวันนั้นมากขึ้น อีกทั้งการประชุมแต่ละครั้งใช้เวลาหาข้อสรุปที่จบยากและไม่ได้ใจความสำคัญที่ชัดเจน ต้องเสียเวลาตกลงหาข้อสรุปกันอีกหลายรอบ ดังนั้นเพื่อให้การประชุมออนไลน์ไม่น่าเบื่อ มีวิธีที่จะช่วยให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น (วิชญะ พงษ์กล่ำ, 2564)

    1. กำหนดวาระการประชุมออนไลน์ให้ชัดเจน
    ควรกำหนดวาระการประชุมให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนทราบ และเตรียมตัวหาข้อมูล เตรียมตอบคำถามในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ จะช่วยให้ทุกคนพร้อมสำหรับหาทางออกให้กับปัญหาในวาระต่าง ๆ ได้มากกว่า หากเรียกประชุมออนไลน์โดยไม่แจ้งวาระ ไม่มีหัวข้อเรื่อง จะหาคำตอบหรือข้อสรุปจะทำได้ยาก เพราะไม่มีใครเตรียมตัวมา ซึ่งจะทำให้การประชุมออนไลน์ยืดเยื้อออกไป 
    ควรเลือกวาระที่คนส่วนใหญ่มีร่วม เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อและเกิดความเบื่อหน่าย

    2. แจ้งนัดหมายประชุมออนไลน์ล่วงหน้า
    ก่อนเรียกประชุมออนไลน์ทุกครั้ง ต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัว เตรียมข้อมูล และลงตารางเวลาเอาไว้ เนื่องจะต้องเตรียมตัวทางด้านเทคนิคและรอผู้เข้าร่วมประชุมให้พร้อมหน้า โดยการแจ้งนัดหมายประชุมออนไลน์ควรแจ้งส่งทางช่องทางที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับทราบได้ โดยระบุวัน เวลา โปรแกรมที่ใช้ประชุม พร้อมวาระการประชุมให้เรียบร้อย แต่ถ้าหากต้องมีการประชุมอย่างเร่งด่วนควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวให้พร้อม (ยกเว้นเป็นกรณีฉุกเฉิน)

    3. เลือกโปรแกรมประชุมออนไลน์ที่ใช้งานง่าย
    โปรแกรมประชุมออนไลน์บางโปรแกรมอาจมีการใช้งานที่ซับซ้อน และแต่ละโปรแกรมก็มีการใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรของคุณประชุมออนไลน์กันได้ราบรื่น ไม่ติดขัด และสะดวกต่อผู้เข้าร่วมประชุม ควรเลือกใช้เพียงโปรแกรมเดียวเป็นหลัก และต้องมีการซักซ้อมให้ทุกคนรู้จักการใช้โปรแกรมในเบื้องต้น เช่น การล็อกอิน-ล็อกเอาท์ การแชร์หน้าจอ สร้างข้อตกลงร่วมกันในการเปิด-ปิดไมโครโฟน หรือเปิด-ปิดกล้อง

    4. เลือกสถานที่ประชุมออนไลน์ให้เหมาะสม
    สถานที่สำหรับประชุมออนไลน์ ควรเป็นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึงและเสถียร เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดการเชื่อมต่อระหว่างประชุม มีแสงสว่างเพียงพอหากต้องเปิดกล้อง และที่สำคัญคือ ควรเป็นที่ที่เงียบ สำหรับผู้ที่อยู่คอนโดหรือหอพัก อาจไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่อยู่บ้าน มีครอบครัว หรือมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย อาจไม่สามารถหาห้องเงียบ ๆ ได้ และที่สำคัญควรปิดไมโครโฟนทุกครั้งในระหว่างการประชุม โดยเปิดเฉพาะตอนที่ต้องพูดเท่านั้น
     
    ภาพจาก : https://www.officemate.co.th/blog/online-meeting/

    5. เริ่มประชุมออนไลน์ให้ตรงเวลา และจบให้ได้ตามเดดไลน์
    กำหนดวาระ แจ้งนัดหมาย เตรียมโปรแกรม และเลือกสถานที่กันเรียบร้อย เทคนิคต่อไป คือ การเริ่มประชุมออนไลน์ให้ตรงเวลา แนะนำว่าหากใครเข้าประชุมช้าให้เริ่มประชุมไปก่อน เพื่อที่คนเข้ามาก่อนจะได้ไม่ต้องรอนาน หากมีความจำเป็นต้องผ่านเรื่องของผู้เข้าประชุมช้าไปก่อน นอกจากนั้น ควรกำหนดเวลาในการประชุมไม่ให้นานเกินไป เพราะคนเราสามารถโฟกัสเรื่อง ๆ หนึ่งได้นานเพียง 18 นาทีเท่านั้น และการประชุมที่ดีนั้นไม่ควรนานเกิน 50 นาทีต่อครั้งต่อเรื่อง ดังนั้น การจำกัดเวลาประชุมจึงช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่รู้สึกอ่อนล้า และทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากกว่า หากอยากลดเวลาในการประชุมลง ลองใช้วิธีกำหนดเวลาของการอภิปรายในแต่ละหัวข้อให้ชัดเจน เช่น หัวข้อ ก ใช้เวลา 10 นาที หัวข้อ ข ใช้เวลา 15 นาที เป็นต้น และที่สำคัญต้องเริ่มประชุมให้ “ตรงเวลา” เสมอ                

    6. สรุปข้อมูลที่ได้จากการประชุมออนไลน์ทุกครั้ง
    หลังจากประชุมออนไลน์เสร็จแล้ว อย่าเพิ่งรีบออกจากห้องประชุมทันที เนื่องจากคุณหรือตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุม ควรสรุปสาระสำคัญและข้อสรุปของแต่ละวาระการประชุมก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเข้าใจตรงกันมากขึ้น ไม่ทำให้การประชุมเสียเปล่า และหากเป็นไปได้ อาจทำสรุปการประชุมแต่ละประเด็นส่งอีเมลหรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ใช้ติดต่อกันเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บข้อความไว้ที่โน้ต เพื่อที่ทุกคนสามารถกลับมาอ่านใหม่ได้เพื่อความแม่นยำ

    7. เปิดกล้องประชุมออนไลน์ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ได้มากขึ้น
    ในการประชุมทุกครั้ง การเปิดกล้องเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในการประชุมออนไลน์ ทั้งยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมโฟกัสกับการประชุมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มองเห็นท่าทาง อารมณ์ ณ ขณะนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ได้มีงานวิจัยออกมาว่า การเปิดกล้องประชุมออนไลน์อาจทำให้เสียสมาธิได้ เพราะท่าทางและอากัปกิริยาของผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ยกน้ำขึ้นมาดื่ม หยิบสมุดขึ้นมาจด หรือกริยาอื่น ๆ ถือเป็นการรบกวนเสียสมาธิได้เช่นกัน ดังนั้นการเปิดกล้องหรือปิดกล้องนั้น ควรกำหนดให้พอเหมาะ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันก่อนการประชุมออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเปิดกล้องหรือปิดกล้อง ขอแค่ทุกคนเข้าประชุมออนไลน์กันตรงเวลา เตรียมข้อมูล เตรียมปัญหามาซักถาม พยายามโฟกัส และหาข้อสรุปร่วมกัน เพียงเท่านี้ การประชุมออนไลน์ก็มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากประชุมที่สำนักงาน แถมยังไม่ยืดเยื้อจนทำให้เหนื่อยล้าอีกด้วย

    อย่างไรก็ตามนอกจากความพร้อมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้คือมารยาททางสังคมในการประชุม การประชุมออนไลน์นั้น ก็เหมือนกับการประชุมในห้องปกติ สิ่งที่ต่างไปก็คือ ถ้าเราปรึกษากันในห้องประชุมที่ประชุมจะรับทราบทั้งหมด ไม่ถือว่าเป็นการหารือกันเป็นการส่วนตัว ต้องระวังเรื่องการใช้ภาษา การแต่งกาย การยกมือเพื่อขออนุญาต ตอบคำถามหรือประเด็นที่สงสัยทุกครั้ง ไม่ควรแทรกเสียงระหว่างที่ผู้ประชุมท่านอื่นกำลังให้ความเห็นอยู่ และในขณะที่ต้องประชุมควรอยู่ที่โต๊ะทำงานไม่ควรขับรถในระหว่างประชุม หรือถ้าหากจำเป็นควรขออนุญาตในที่ประชุมก่อน หรือจอดรถเพื่อประชุม หากมีความจำเป็นต้องออกจากการประชุมระหว่างการประชุม ควรแจ้งในที่ประชุมหรือเปิดกล้องเพื่อให้ที่ประชุมทราบว่าเราไม่ได้นั่งอยู่ในระหว่างการประชุม


    เรียบเรียง : 
    ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  ส่วนจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 
    สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    วิชญะ พงษ์กล่ำ. (2564). แชร์ 7 เทคนิค ประชุมออนไลน์ยังไงให้ได้ประสิทธิภาพ. สืบค้นจาก https://www.officemate.co.th/blog/online-meeting/

    จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์

    จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ประกอบด้วย 4 ประเด็น ที่เรียกกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPA คือ1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
    2. ความถูกต้อง (Information Accuracy)
    3. ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
    4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility)

    1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
    ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ หมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น สิทธินี้คลอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ดังนี้
    • การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร
    • การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของพนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการใช้บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝ้าดูด้วย พนักงานสูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม
    • การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด
    • การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าใหม่ขึ้นมา แล้วนำไปขายให้กับบริษัทอื่น
    ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ จึงควรจะต้องระวังการให้ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้โปรโมชั่น หรือระบุให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต และที่อยู่อีเมล์

    2. ความถูกต้อง (Information Accuracy)
    ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ
    • ความถูกต้องของข้อมูลขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูล
    • ต้องมีผู้รับผิดชอบในเรื่องความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและเผยแพร่
    • ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการบันทึกหรือนำเข้าฐานข้อมูล
    • ข้อมูลต้องมีการปรับปรุงให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
    • ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ 
    3. ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
    สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ฯลฯ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ความคิด) อันได้แก่ ดนตรี วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปิดช่องทางให้ผลงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านดนตรี วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตร์สามารถถูกจัดเก็บในรูปแบบที่เป็นข้อมูลดิจิทัล ทำให้ง่ายต่อการคัดลอกและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน จึงเกิดเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาขึ้น

    โดยทั่วไปในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศ มักจะพิจารณาถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การใช้ซอฟต์แวร์ที่ผู้อื่นสร้างขึ้นจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้สร้าง โดยใบอนุญาต (license) เป็นสัญญาระหว่างผู้สร้างกับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ ที่ให้สิทธิผู้ใช้ในการใช้ซอฟต์แวร์ได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ปกติแล้วซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่นั้นจะมาพร้อมลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์ เมื่อเราซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการจดลิขสิทธิ์ หมายความว่าเราได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการใช้ซอฟต์แวร์นั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละสินค้า แต่ลิขสิทธิ์นั้นไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินซื้อเสมอไป อันที่จริงแล้วลิขสิทธิ์มีไว้เพื่อบ่งบอกสิทธิของผู้ที่จะใช้ว่า มีสิทธิแค่ไหน ทำอะไรได้บ้างซึ่งซอฟแวร์ลิขสิทธิ์แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ตามลักษณะการคุ้มครอง ดังนี้
    ประเภทของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
    • Commercial ware คือ ซอฟต์แวร์ที่เน้นในเรื่องของการทำธุรกิจ ผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำซอฟต์แวร์ดังกล่าวมาใช้ มีการคุ้มครองโดยลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่
    • Share ware คือ ซอฟต์แวร์ที่มีการเปิดให้ทดลองใช้งานก่อน เมื่อผู้ใช้ตัดสินใจซื้อ เจ้าของจะทำการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่
    • Ad ware คือ โปรแกรมที่เปิดให้ใช้ฟรี โดยมักมีโฆษณาขึ้นมาในหน้าเบราว์เซอร์ระหว่างการใช้ หรือมีการเก็บเงินหากต้องการใช้ในเวอร์ชั่นที่ไม่มีโฆษณา ซอฟต์แวร์ประเภทนี้มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่
    • Free ware คือ โปรแกรมที่ให้ใช้ฟรี โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ เลย แต่ผู้ใช้ต้องไม่นำโปรแกรมไปใช้ในเชิงธุรกิจ การคุ้มครองจะน้อย หรือมีการคุ้มครองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
    • Open source คือ โปรแกรมที่ทำออกมาให้ใช้ฟรี และผู้ใช้สามารถพัฒนาโปรแกรมโดยการเขียนโปรแกรมเพิ่มหรือแก้ไขได้อีกด้วย
    4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibillty) 
    แนวประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรมหรือระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล จะต้องมีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล โดยการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลตามระดับของผู้ใช้งาน และป้องกันมิให้ผู้ใช้ที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องเข้าดำเนินการต่าง ๆ กับข้อมูล ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัว

    เขียน/เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    Internet of Things (IoT) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง

    ความหมายของ Internet of Things

    ในทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น สิ่งของที่เราใช้มักเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ เห็นได้จากโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างในบ้านที่มีการพัฒนาให้ฉลาดและอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้มากขึ้น โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้

    Internet of Things (IoT) หรือ “อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” หมายถึงการที่วัตถุ อุปกรณ์ พาหนะ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งของต่าง ๆ ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้เก็บบันทึกและรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้ มนุษย์จึงสามารถสั่งการ ควบคุมการใช้งานอุปกรณ์จากระยะไกลได้ จากโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่แล้วจะทำให้สามารถผสานระบบอินเทอร์เน็ตกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น

    IoT มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า M2M ย่อมาจาก Machine to Machine คือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง

    แนวคิด Internet of Things
    แนวคิดเรื่อง Internet of Things คิดขึ้นโดย เควิน แอชตัน (Kevin Ashton) ซึ่งเป็นบุกเบิกเทคโนโลยีของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ข้อมูลอัตโนมัติที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างระบบมาตรฐานสากลสำหรับ RFID* ที่ในขณะนั้นถือเป็นมาตรฐานโลกสำหรับการจับสัญญาณเซ็นเซอร์ต่าง ๆ (RFID Sensors) และเป็นผู้เริ่มต้นโครงการ Auto-ID Center ซึ่งทำให้ตัวเซ็นเซอร์เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อกันได้ เควิน แอชตัน ได้ใช้คำว่า Internet of Things ในสไลด์การบรรยายของเขาเป็นครั้งแรก โดยนิยามเอาไว้ตอนนั้นว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดก็ตามที่สามารถสื่อสารกันได้ได้ก็ถือเป็น “internet-like” หรือพูดง่ายๆก็คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สื่อสารแบบเดียวกับกับระบบอินเตอร์เน็ตนั้นเอง โดยคำว่า “Things” ก็คือคำใช้แทนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเหล่านั้น และเขายังกล่าวไว้ว่า Internet of Things อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกได้เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต และอาจจะมากกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยทำ


    ต่อมาในยุคหลังปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมาก และมักมีการใช้คำว่า Smart กับสิ่งเหล่านั้น เช่น อุปกรณ์อัจฉริยะ (smart device) กริดไฟฟ้าอัจริยะ (smart grid) บ้านอัจฉริยะ (smart home) เครือข่ายอัจฉริยะ (smart network) ระบบขนส่งอัจฉริยะ (smart intelligent transportation) ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ จึงมาเป็นแนวคิดที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นก็ย่อมสามารถสื่อสารกันได้ด้วยเช่นกัน โดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน นั่นแปลว่านอกจาก Smart devices ต่างๆ จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แล้วมันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ตัวอื่นได้ด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คืออุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสื่อสารพูดคุยกันเองได้

    อุปกรณ์ที่เป็น Internet of Things

    “Things หรือ สรรพสิ่ง” ในความหมายของ Internet of Things สามารถหมายถึงอุปกรณ์ที่แตกต่างหลากหลาย เช่น อุปกรณ์วัดอัตราหัวใจแบบฝังในร่างกาย แท็กไบโอชิปที่ติดกับปศุสัตว์ ยานยนต์ที่มีเซ็นเซอร์ในตัว อุปกรณ์วิเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งแวดล้อมหรืออาหาร  อุปกรณ์ภาคสนามที่ช่วยในการทำงานของนักผจญเพลิงในภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ  อุปกรณ์เหล่านี้จะจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยการใช้เทคโนโลยีหลากหลายชนิดและจากการส่งต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์อื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น 
    • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถือว่าเป็น Internet of Things ชิ้นแรกของโลกก็คือ ตู้ ATM ที่เราใช้กดเงินกัน เพราะมันสามารถเชื่อมต่อสื่อสารหากันได้ผ่านเครือข่ายของธนาคารและสาขาต่าง ๆ ซึ่ง ATM นั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1974 ก่อนที่จะมีการนิยามคำว่า Internet of Things
    • เครื่องซักผ้า-อบผ้าที่ต่อกับเครือข่ายไวไฟ เพื่อให้สามารถดูสถานะจากระยะไกลได้ 
    • เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ (Smart thermostat) จะปรับค่าต่าง ๆ เองได้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองโดยดูจากพฤติกรรมของผู้ใช้ อาศัยข้อมูลจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีไร้สาย และโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ทำให้ปรับตั้งอุณหภูมิได้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น สามารถเปิดปิดระบบปรับอากาศเมื่อต้องการใช้โดยอัตโนมัติ เช่น สามารถรู้ว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่บ้านจากตำแหน่ง GPS ที่ส่งมาจากมือถือของเจ้าของบ้าน เทอร์โมสตัทก็จะตัดการทำงานเครื่องปรับอากาศ และในทางกลับกัน เมื่อเจ้าของบ้านกลับมาใกล้บ้านก็จะเริ่มเปิดแอร์ปรับอุณหภูมิลงให้พอเหมาะเมื่อเจ้าของบ้านถึงบ้านพอดี และเทอร์โมสตัทบางรุ่น มี Sensor ในตัว สามารถรู้ได้ว่ามีคนอยู่ในห้องหรือไม่ ถ้าห้องไหนไม่มีคนก็จะปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้น ห้องไหนมีคนใช้งานก็จะปรับอุณหภูมิให้พอดี เหมาะกับบ้านหรือสำนักงานที่มีหลายห้องแต่ไม่ได้มีประตูกั้นแยกห้อง และไม่ได้ใช้งานพร้อมกัน
    • กล้องวงจรปิดหรือ CCTV อัจฉริยะ ปัจจุบันกล้อง CCTV ราคาถูกลงมาก กล้องช่วยตรวจจับความผิดปกติทั้งในบ้านหรือในเมืองต่าง ช่วยป้องกันภัยคุกคามได้ จึงเป็นที่นิยมในบ้านอยู่อาศัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย โดยการเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi หรือบางรุ่นสามารถใส่ซิมเข้าไปในเครื่องได้เลย และสามารถตรวจสอบข้อมูลภาพและเสียงจากมือถือได้ รวมถึงสามารถเก็บภาพคลิปต่าง ๆ ไปสำรองข้อมูลไว้ที่ระบบ Cloud 
    • นาฬิกาอัจฉริยะ นอกจากใช้ดูเวลาแล้วยังถ่ายรูป บันทึกวิดีโอ รับ-ส่งอีเมล จับเวลา นับก้าวเดิน คำนวณระยะและพลังงานที่ร่างกายใช้นอกจากนี้ยังใช้เป็นรีโมตคอนโทรลของโทรทัศน์ ได้อีกด้วย
    อย่างไรก็ดี Internet of Things นี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนขยายของอินเทอร์เน็ต ที่เรารู้จักกันอยู่เท่านั้น แต่จะเกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตนได้โดยพึ่งพาอยู่กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเกิดประโยชน์จะเป็นในรูปแบบพึ่งพากับบริการ หรือธุรกิจใหม่ และจะสามารถครอบคลุมการสื่อสารในหลายรูปแบบ เช่น เครื่องสู่เครื่อง เครื่องสู่คนเป็นต้น

    * หมายเหตุ
    RFID (Radio Frequency Indentification) เป็นระบบที่ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการใช้งานที่ระบบฉลากแบบบาร์โค๊ดไม่สามารถใช้การได้ โดยจุดเด่นของ RFID คือ ความสามารถในการอ่านข้อมูลของฉลากได้โดยที่ไม่ต้องมีการสัมผัส สามารถอ่านค่าได้แม่นยำแม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี ทนต่อความเปียกชื่น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก และสามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง

    ปัจจุบันมีการนำ RFID มาใช้งานกันในงานหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นในบัตรชนิดต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัตร ATM บัตรเข้าออกสำนักงาน หรือ ในอาคารที่พัก บัตรจอดรถ ฉลากของสินค้า หรือ แม้แต่ใช้ฝั่ง RFID ลงในตัวสัตว์เพื่อบันทึกประวัติ เป็นต้น



    เรียบเรียง :
    นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ


    อ้างอิง :
    เว็บไซต์ veedvil.com. (2559). ทำความเข้าใจเรื่อง Internet of Things (IoT) เทรนด์ที่หลายคนกำลังพูดถึง. สืบค้นจาก http://www.veedvil.com/news/internet-of-things-iot/

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2559). NTERNET OF THINGS (IOT): เมื่อทุกสิ่งอิงกับอินเทอร์เน็ต. สืบค้นจาก http://oho.ipst.ac.th/internet-of-things/

    บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน). (2558). INTERNET OF THINGS…เติมสมองให้อุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ต. สืบค้นจาก http://www.catdatacom.com/th/site/news/news_detail/182
    Smart Identify. RFID คืออะไร. สืบค้นจาก 
    http://www.smartiden.com /index.php?lay=show&ac=article&Id=539310565&Ntype=12

    ข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวังในการใช้พร้อมเพย์




    ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้โอนเงิน
    ก่อนโอนเงินขอให้ตรวจสอบชื่อ-นามสกุลผู้รับโอนเงินให้ถูกต้องก่อนยืนยันการโอนเงินทุกครั้ง

    ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้รับโอนเงิน
    • ในการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ ผู้รับโอนเงินจะต้องลงทะเบียนพร้อมเพย์ให้สำเร็จก่อน แล้วจึงแจ้งเลขประจำตัวประชาชน หรือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ให้ผู้โอนเงินทราบ
    • 1 หมายเลข (ประจำตัวประชาชน หรือโทรศัพท์มือถือ) ผูกได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น อย่าใช้หมายเลขเดียวกันลงทะเบียนซ้ำกับหลายธนาคาร เพราะจะทำให้การลงทะเบียนไม่สำเร็จ
    ข้อควรระวังโดยทั่วไปของการใช้บริการพร้อมเพย์
    • ควรระมัดระวังรักษาอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือ Mobile Device ที่ใช้เชื่อมต่อทำธุรกรรมเกี่ยวกับระบบพร้อมเพย์เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาไปใช้งาน เช่นเดียวกับการดูแลบัตรเครดิตหรือบัตร ATM 
    • ผู้โอนเงินควรเรียนรู้ ศึกษาวิธีการใช้งานอย่างปลอดภัย ควรมีความระมัดระวังในการตั้งรหัส Username / Password ให้คาดเดาได้ยาก และไม่บอกรหัส Username / Password กับผู้อื่น หรือเขียนเอาไว้ในที่เปิดเผย
    • การตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันการโอนเงิน
    • ปัญหาส่วนใหญ่ที่มักมีสาเหตุจากการหลอกลวงโดยคน ไม่ใช่เรื่องของระบบงาน จึงต้องระมัดระวังกลโกงต่าง ๆ ที่หลอกให้โอนเงินไปให้ หรือหลอกขอข้อมูลรหัส Username / Password
    หากใช้บริการพร้อมเพย์แล้วโอนเงินผิด ควรทำอย่างไร
    รายการที่ทำการยืนยันการโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถเรียกรายการคืนได้ และธนาคารไม่สามารถอายัตเงินที่บัญชีปลายทางได้ แต่ธนาคารจะทำหน้าที่ช่วยประสานงานกับบัญชีปลายทางเพื่อขอคืนเงินที่โอนผิดไป ดังนั้น เมื่อพบว่ามีการโอนเงินผิด ให้เก็บหลักฐานการโอนเงิน และติดต่อธนาคารต้นทางที่โอนเงินออกไปทันที โดยสามารถติดต่อได้ทาง Call Center ของธนาคาร

    เขียน/เรียบเรียง :
    นัชรึ อุมบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    ไขข้อสังสัยเกี่ยวกับพร้อมเพย์ (PromptPay)

      ทุกคนจำเป็นต้องลงทะเบียนพร้อมเพย์หรือไม่
    พร้อมเพย์เป็นบริการทางเลือกให้กับประชาชน โดยทุกคนไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน แต่ผู้ที่มีการโอนเงินรับเงินบ่อย ๆ ควรมาลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ เพราะจะได้รับประโยชน์จากค่าธรรมเนียมที่ถูกลงมาก
    • ผู้โอนเงินไม่จำเป็นต้องสมัครใช้บริการพร้อมเพย์ ก็สามารถโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ได้ทางช่องทางต่าง ๆ ที่ธนาคารของผู้โอนเงินกำหนด เช่น ตู้ ATM Internet/Mobile Banking หรือสาขาธนาคาร
    • ผู้รับโอนเงิน จะต้องลงทะเบียนเพื่อผูกบัญชีธนาคารของตนเองกับเลขประจำตัวประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนก่อน และแจ้งหมายเลขดังกล่าวให้ผู้โอนทราบ เพื่อรับเงินเข้าบัญชีที่ได้ผูกไว้
      การลงทะเบียนเพื่อใช้บริการพร้อมเพย์ต้องทำอย่างไร
    การลงทะเบียนผูกบัญชี เพื่อใช้บริการพร้อมเพย์ สามารถทำด้วยตนเองโดยผ่านช่องทางการลงทะเบียนทาง Internet/Mobile Banking  หรือทางตู้ ATM  แต่หากผู้ใช้ไม่สะดวกหรือไม่เข้าใจวิธีการลงทะเบียน สามารลงทะเบียนผูกบัญชีผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารเจ้าของบัญชีได้ โดยเตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็น 3 รายการ คือ
    1. สมุดบัญชี/เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร (เงินฝากออมทรัพย์ หรือ กระแสรายวัน) 
    2. บัตรประจำตัวประชาชน
    3. โทรศัทพ์มือถือที่ต้องการลงทะเบียน
     มีหลายบัญชีหลายธนาคาร แต่มีหมายเลขโทรศัพท์เพียงเบอร์เดียว ควรเลือกผูกบัญชีธนาคารไหน 
    สำหรับผู้ที่มีบัญชีเงินฝากธนาคารหลายบัญชี ไม่จำเป็นต้องมาลงทะเบียนพร้อมเพย์ทุกบัญชี แต่อาจเลือกบัญชีใดบัญชีหนึ่งไว้สำหรับรับเงินด้วยพร้อมเพย์ได้ การตัดสินใจเลือกผูกบัญชีเงินฝากของธนาคารใดกับเบอร์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน ควรขึ้นอยู่กับความสะดวกและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเอง และหากได้ลงทะเบียนผูกบัญชีไปแล้ว สามารถที่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการผูกบัญชีดังกล่าวได้ในภายหลัง

      สามารถผูกบัญชีกับเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้บริการพร้อมเพย์ได้กี่บัญฃี
    •  หมายเลขประจำตัวประชาชนผูกได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น
    • หมายเลขโทรศัพท์มือถือ 1 เลขหมาย ผูกได้กับ 1 บัญชีเท่านั้น
    • บัญชีเงินฝากธนาคาร 1 บัญชี สามารถผูกได้ทั้งกับเลขประจำตัวประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์มือถือ
    • บัญชีเงินฝากธนาคาร 1 บัญชีสามารถผูกกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือได้สูงสุดตามจำนวนที่ธนาคารกำหนด
    ตัวอย่าง เช่น 
    • นาย ก ต้องการใช้ลงทะเบียนพร้อมเพย์เพียง 1 บัญชี จึงผูกหมายเลขบัญชี 1 บัญชี กับหมายเลขประจำตัวประชาชนและหมายเลขโทรศัทพ์มือถือ
    • นาย ข ต้องการใช้พร้อมเพย์หลายบัญชี สามารถเลือกผูกเลขประจำตัวประชาชนกับบัญชีที่ 1 หมายเลขโทรศัทพ์มือถือเบอร์ที่ 1 กับบัญชีที่ 2 และผูกหมายเลขโทรศัทพ์มือถือเบอร์ที่ 2 กับบัญชีที่ 3 
    • นาย ค ต้องการใช้พร้อมเพย์กับหลายบัญชี สามารถเลือกผูกเลขประจำตัวประชาชนกับบัญชีที่ 1 และผูกหมายเลขโทรศัทพ์มือถืออีก 3 หมายเลข เข้ากับบัญชีที่ 2

    ปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนใช้บัญชีพร้อมเพย์ได้สูงสุด 4 บัญชี คือ ผูกกับหมายเลขประจำตัวประชาชนได้ 1 บัญชี และผูกกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือได้สูงสุด 3 หมายเลข (1 หมายเลขต่อ 1 บัญชี)

      หมายเลขโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินนำมาลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้หรือไม่

    • หมายเลขโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน ที่ได้ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ สามารถนำมาลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้ โดยดำเนินการตามเงื่อนไขการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและการถือครอง 
    • ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบว่าโทรศัพท์มือถือของตนได้ลงทะเบียนกับค่ายโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยเลขประจำตัวประชาชนของตนเองหรือไม่ ก่อนการลงทะเบียนผูกบัญชีพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถเช็คได้ด้วยตนเอง โดยการ กด *179*เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก# และโทรออก โดยใช้ได้กับทุกค่ายมือถือ
      หากได้ลงทะเบียนบริการพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือไปแล้ว ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์ จะต้องทำอย่างไร
    กรณีเปลี่ยน/ยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ได้ลงทะเบียนผูกบัญชีไว้แล้ว ต้องแจ้งยกเลิกการลงทะเบียนผูกบัญชีกับธนาคารเจ้าของบัญชีที่เคยลงทะเบียนไว้โดยเร็ว และหากใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ และต้องการใช้หมายเลขใหม่กับบริการพร้อมเพย์ จะต้องลงทะเบียนเพื่อผูกหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่นั้นกับบัญชีเงินฝากธนาคารอีกครั้งหนึ่ง

      กรณีผู้รับโอนเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ได้แจ้งธนาคารหรือแจ้งธนาคารล่าช้า แล้วมีการโอนเงินในช่วงเวลานั้นจะเป็นอย่างไร
    เงินจะเข้าบัญชีเดิมที่เคยผูกไว้กับหมายเลขโทรศัพท์เก่า จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการผูกบัญชีกับเบอร์โทรศัพท์นั้น อย่างไรก็ตาม หากหมายเลขโทรศัทพ์เบอร์นี้เปลี่ยนเจ้าของใหม่ เจ้าของใหม่จะนำเบอร์นี้ไปลงทะเบียนพร้อมเพย์ไม่ได้ จนกว่าเจ้าของเดิมจะยกเลิกการลงทะเบียนก่อน

      หากย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ หรือเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ใหม่ แต่ใช้เบอร์เดิม ต้องลงทะเบียนพร้อมเพย์อีกหรือไม่
    หากมีการย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ หรือเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่ โดยยังคงใช้หมายเลขเดิม ไม่ต้องดำเนินการอะไรเพิ่มเติมกับธนาคาร เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทะเบียนผูกบัญชีเงินฝากหรือการใช้บริการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์แต่อย่างใด

      หากมีคนรู้เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือของเรา จะสามารถโอนเงินออกจากบัญชีเราได้หรือไม่ 
    ไม่ได้ เนื่องจากการโอนเงินออกจากบัญชี จะต้องใช้ข้อมูลอื่น ๆ ประกอบ เช่น หากต้องการโอนเงินผ่านตู้ ATM จะต้องมีบัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม และรหัสผ่านเพื่อเข้าทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือหากต้องการโอนเงินออกจาก Mobile Banking หรือ Internet Banking ก็จะต้องมีข้อมูล Username และ Password จึงจะสามารถเข้าทำรายการได้



    เรียบเรียง :
    นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    ธนาคารไทยพาณิชย์. (2561). พร้อมเพย์ คำถามที่พบบ่อย. สืบค้นจาก https://promptpay.scb/faq

    ธนาคารกรุงไทย. (2561). คำถามที่พบบ่อย. สืบค้นจาก https://www.ktb.co.th/th/contact-us/others/corporate/faq

    พร้อมเพย์ (PromtPay)

    พร้อมเพย์ (PromtPay) คืออะไร
    บริการพร้อมเพย์ (PromptPay) หรือเดิมใช้ชื่อว่า เอนี่ ไอดี (Any ID) เป็นบริการทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ เลือกใช้ในการโอนเงินและรับเงินระหว่างกันแบบใหม่ ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกมากขึ้น เพราะระบบพร้อมเพย์จะใช้เลขประจำตัวประชาชน และ/หรือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้รับเงินแทน ทำให้สะดวกและง่ายต่อการจดจำมากกว่าระบบการโอนเงินแบบเดิมที่ต้องรู้เลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงินจึงจะโอนเงินได้ โดยพร้อมเพย์จะให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคาร คือ Internet Banking  Mobile Banking และ ตู้ ATM  การให้บริการพร้อมเพย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศไทย

    ระบบพร้อมเพย์มีการดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนที่รัดกุม การพัฒนาระบบกลางที่มั่นคงปลอดภัย และการใช้งานของประชาชนผู้โอนเงินอย่างถูกต้อง โดยผู้ให้บริการระบบกลางพร้อมเพย์ของประเทศ คือ บริษัท NITMX  จึงเป็นระบบปิดที่มีการดูแลรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล คนภายนอกไม่สามารถต่อเข้ากับระบบนี้ผ่านช่องทาง Internet ทั่วไปได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ติดตามดูแลการพัฒนาระบบด้านความมั่นคงปลอดภัยอีกด้วย
    ภาพจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย


    วีดิทัศน์ พร้อมเพย์...รู้จัก เข้าใจ ใช้เป็น โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย 
    สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/broadcast/promptpay20170224.mp4



    พร้อมเพย์มีประโยชน์อย่างไร

    - เพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการโอนและรับเงินให้ประชาชน
    - ค่าบริการในการโอนเงินถูกกว่าบริการโอนเงินแบบเดิม
    - ลดภาระและต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดและพิมพ์ธนบัตรของประเทศ
    - รัฐดูแลประชาชนด้านสวัสดิการโดยจ่ายเงินผ่านช่องทางพร้อมเพย์


    ช่องการลงทะเบียนพร้อมเพย์
    การลงทะเบียนผูกบัญชี เพื่อใช้บริการพร้อมเพย์ สามารถทำด้วยตนเองโดยผ่านช่องทางการลงทะเบียนทาง Internet/Mobile Banking  หรือทางตู้ ATM  โดยต้องใช้ข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและโทรศัพท์มือถือ

    แต่หากผู้ใช้ไม่สะดวกหรือไม่เข้าใจวิธีการลงทะเบียนด้วยตนเอง สามารผูกบัญชีผ่านเคาร์เตอร์ธนาคารเจ้าของบัญชีได้ โดยเตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็น ดังนี้
    1. สมุดบัญชี/เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร (เงินฝากออมทรัพย์ หรือ กระแสรายวัน)
    2. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
    3. โทรศัทพ์มือถือที่ต้องการลงทะเบียน

    ช่องทางการโอนเงิน
    การโอนเงินทางระบบพร้อมเพย์จะมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการโอนเงินแบบเดิม สามารถโอนได้ทางช่องทางการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ Internet Banking  Mobile Banking และ ATM

    ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบุคคลทั่วไปในระบบพร้อมเพย์
    ไม่เกิน 5,000 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอน ฟรี
    มากกว่า 5,000 บาท - 30,000 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอน ไม่เกิน 2 บาท
    มากกว่า 30,000 บาท - 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอน ไม่เกิน 5 บาท
    มากกว่า 100,000 บาท - วงเงินสูงสุดที่ธนาคารกำหนด ค่าธรรมเนียมในการโอน ไม่เกิน 10 บาท
    ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการโอน



    เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2560). พร้อมเพย์ พร้อมใช้. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/PaymentSystems/PSServices/PromptPay/Pages/default.aspx 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2560). พร้อมเพย์...รู้จัก เข้าใจ ใช้เป็น (วีดิทัศน์). สืบค้นจาก 
    https://www.bot.or.th/broadcast/promptpay20170224.mp4

    ใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งอย่างไรให้ปลอดภัย

    อิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้งไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือโมบายแบงก์กิ้ง นับวันจะเป็นที่นิยมและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที เนื่องด้วยเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ใช้ ที่สามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเองผ่านทางอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ธนาคารด้วยตนเอง โดยเฉพาะโมบายแบงก์กิ้งนั้น นับวันจะมีผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องด้วยโทรศัพท์มือถือแทบจะนับได้ว่าเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยในทุกวันนี้ แต่การที่เทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากที่นึกถึงความสะดวกสบายเป็นหลัก แต่อาจขาดความระมัดระวังรอบคอบในการใช้ เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่ระมัดระวังของเราได้


    การใช้อินเทอร์เน็ต/โมบายแบงก์กิ้งให้ปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้
    1. ใช้งานอินเทอร์เน็ต/โมบายแบงก์กิ้งผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น ทางที่ดีควรใช้ผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน หลีกเลี่ยงการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์สาธารณะ เช่นในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่โดยเด็ดขาด เพราะอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ของส่วนตัวอาจมีการลงโปรแกรมที่สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลส่วนบุคคลไปได้ 
    2. ไม่ใช้งานอินเทอร์เน็ต/โมบายแบงก์กิ้ง ผ่าน Wi-Fi สาธารณะ เช่น ตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือห้างสรรพสินค้าที่มีบริการ Wi-Fi ฟรี เนื่องจากมีความเสี่ยงถูกแฮกเกอร์ดักถอดรหัส โดยใช้วิธีเปิด Access Point ปลอม เพื่อหลอกให้เข้าไปใช้ Wi-Fi ฟรี เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัญชีเงินฝาก และรหัสเข้าใช้งานในการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ  ดังนั้น หากต้องการใช้งานนอกบ้าน ควรใช้งานผ่านซิมการ์ดของโทรศัทพ์มือถือของตนเองเท่านั้นจะปลอดภัยกว่า 
    3. เมื่อต้องการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ผ่านทางคอมพิวเตอร์ โดยเข้าทาง Web Browser ควรพิมพ์ที่อยู่ (URL) ของเว็บไซต์ธนาคารลงในช่อง Address bar โดยตรงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการคลิกลิงค์ที่เสิร์ชจาก Google เพราะอาจเผลอคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีการสร้างชื่อเว็บไซต์เลียนแบบให้ใกล้เคียงกับเว็บธนาคาร เช่น เปลี่ยนนามสกุลของเว็บ จาก .com เป็น .co หรือสะกดชื่อใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดี ก็อาจคลิกเข้าเว็บไซต์ผิดจนถูกหลอกเอาข้อมูลไปใช้ได้ หากใช้งานเป็นประจำควรบันทึกเว็บไซต์ธนาคารที่ถูกต้องไว้เป็นบุ๊คมาร์คในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
    4. เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารแล้ว เพื่อความมั่นใจว่าได้เข้าสู่เว็บไซต์ของธนาคารที่ถูกต้อง ให้ตรวจสอบในช่อง Adress Bar ก่อนว่า URL จะต้องนำหน้าด้วย https:// พร้อมกับมีไอคอนรูปแม่กุญแจเสมอ ตัวอักษร “s” ต่อท้าย http หมายถึง security หรือเว็บที่ปลอดภัย โดยตัว s เป็นเครื่องหมายยืนยันว่ามีการเข้ารหัส และติดต่อกับ Server ของธนาคารจริง

      ข้อสังเกตการเข้าเว็บไซต์ที่ถูกต้อง ภาพจากเว็บไซต์ธนาคารกรุงไทย

    5.  ตั้งรหัสผ่านการเข้าใช้งานเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งให้ปลอดภัย รหัสผ่านที่ดีควรประกอบด้วย ตัวอักษรใหญ่ ตัวอักษรเล็ก ตัวเลขผสมกัน และมีความยาวอย่างน้อย 6 ตัวอักษรขึ้นไป ไม่ควรตั้งรหัสผ่านที่เดาง่ายอย่างเช่น “12345678”, “password” วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัทพ์ ตัวเลขหรืออักษรเรียงกัน และควรเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน 
    6. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง เช่น รหัสชื่อผู้ใช้บริการ (User ID) รหัสผ่าน (Password) หมายเลขบัตรและรหัสเอทีเอ็ม (ATM PIN) รหัสบัตรเครดิต หมายเลขบัญชี หรือข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทางอีเมล์หรือสื่อโซเซียลใด ๆ
    7. ควรสมัครใช้งานบริการแจ้งเตือนด้วย SMS ทางโทรศัทพ์มือถือ เมื่อมีเงินเข้าหรือออกไว้ด้วย เพราะหากมีความเคลื่อนไหวบัญชีที่ผิดสังเกต จะได้ทราบทันท่วงที ซึ่งการสมัครแจ้งเตือนผ่าน SMS อาจมีค่าธรรมเนียมบริการแจ้งเตือน SMS ของธนาคาร อยู่ประมาณ 10-20 บาท/เดือน/บัญชี 
    8.  หากธนาคารมีบริการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวบัญชีผ่าน e-mail ควรสมัครใช้ไว้ด้วยเช่นกัน เพราะข้อมูลที่แจ้งเตือนผ่าน e-mail จะมีรายละเอียดมากกว่าการแจ้งเตือนทาง SMS ทำให้ทราบว่าเงินถูกโอนออกไปยังบัญชีชื่อใคร เมื่อไหร่ หรือเลขที่รายการอะไร เป็นต้น
    9.  หลังจาก login เพื่อใช้งาน Internet Banking แล้ว ไม่ควรบันทึกรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านเข้าสู่ระบบแบบอัตโนมัติไว้บนเบราเซอร์ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วต้องคลิกออกจากระบบหรือ Log Out ทุกครั้ง ไม่ว่าจะใช้ผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัทพ์มือถือ และควรล็อกโทรศัทพ์มือถือทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งานและไม่ทำธุรกรรมในที่ที่ผู้อื่นมองเห็นหน้าจอได้ง่าย เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูล 
    10. ติดตั้งโปรแกรม Antivirus หรือ Spyware ไว้ในเครื่อง เป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ เพราะโปรแกรมเหล่านี้จะตรวจค้นหาสิ่งผิดปกติในเครื่อง และควรทำการอัพเดตเวอร์ชั่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไวรัส หรือมัลแวร์ใหม่ๆ ที่โจมตีด้วย
    11. อย่าหลงเชื่อและตอบกลับอีเมล์ หรือ SMS หลอกลวง ที่แจ้งให้ผู้ใช้บริการปรับปรุงข้อมูลหรือยืนยันความถูกต้อง หากได้รับอีเมล์หรือ SMS ที่มีข้อความประเภท “รีบ Log-in ใช้บัญชีของคุณด่วน มิเช่นนั้นบัญชีจะถูกยึด หรือถูกระงับ” พร้อมทั้งส่ง “ลิงก์” มาให้คลิกเข้าไปลงชื่อใช้ ห้ามหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะทุกธนาคารไม่มีนโยบายแจ้งเตือนแล้วให้ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ด้วยการคลิกลิงค์ในอีเมล์ บน SMS หรือลิงค์บนเว็บบอร์ดใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากได้รับอีเมล์ หรือ SMS ลักษณะดังกล่าว ห้ามคลิกลิงก์ใด ๆ และลบทิ้งได้เลย และควรแจ้งไปยังธนาคารผู้ให้บริการทราบด้วย เพื่อที่การปลอมแปลงอีเมล์และ SMS หลอกลวงจะได้ถูกดำเนินตามกฎหมาย 
    12. โหลดแอปพลิเคชั่น Mobile Banking จากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เช่น สำหรับระบบปฏิบัติการ Android โหลดผ่าน Google Play และสำหรับสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS โหลดผ่าน App Store เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย และก่อนโหลดแอปพลิเคชั่น ควรสังเกตชื่อของผู้ผลิตแอปพลิเคชั่นว่าเป็นของธนาคารจริง 
    13. ในการทำธุรกรรมผ่าน Internet/Mobile Banking ควรตรจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุกครั้งว่า โอนเงินให้ใคร จ่ายบิลไหน จำนวนเงินเท่าใด ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนทัชหรือคลิกทุกครั้ง
    14. หากเกิดข้อผิดพลาดจากการใช้บริการการเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือพบเห็นอะไรผิดปกติ รีบโทรแจ้ง Call Center ของธนาคารทันที อย่างน้อยถ้าเกิดการโจรกรรมขึ้นมาจริงๆ ก็อาจอายัติบัญชีไว้ได้ทัน
    15. หากยังรู้สึกไม่มั่นใจและไม่ปลอดภัย ควรแยกบัญชีที่ใช้กับ Internet/Mobile Banking ที่เราใช้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์บ่อยๆ ไว้ต่างหากอีกบัญชี ใส่เงินไว้พอสมควรอย่ามากเกินไป บัญชีนี้เอาไว้ใช้อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายเท่านั้น และอีกบัญชีควรเป็นบัญชีออมทรัพย์ปกติที่เอาไว้เก็บเงินฝากจำนวนมาก ที่ใช้วิธีถอนหรือโอนเงินโดยการใช้สมุดบัญชีและการเซ็นชื่อถอนเงินตามปกติ อย่างน้อยหากเกิดการโจรกรรมทาง Internet Banking ขึ้นมาจริง ๆ ก็จะได้ไม่สูญเสียเงินจำนวนมาก 

    เขียน/เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน). (2561). 10 ความปลอดภัยที่ผู้ใช้ Internet Banking ต้องรู้. สืบค้นจาก https://www.mebytmb.com/blog/view/security-internet-banking.html 

    เว็บไซต์ไอที 24 ชั่วโมง. (2561) ใช้งาน internet banking และ mobile banking อย่างไรให้ปลอดภัย. สืบค้นจาก https://www.it24hrs.com/2014/mobile-banking-safety/ 

    ธนาคารกสิกรไทย. (2561). การใช้งาน Digital Banking อย่างไรให้ปลอดภัย. สืบค้นจาก https://www.kasikornbank.com/th/security-tips/Pages/index.aspx

    การสมัครใช้บริการ Internet Banking


    ผู้ที่จะสมัครใช้บริการ Internet Banking ในประเทศไทย มีเงื่อนไขการสมัครใช้บริการ ดังนี้
    • เป็นบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีเงินฝากประเภทบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร
    • บัญชีที่ใช้สำหรับสมัครต้องเป็นบัญชีบุคคลธรรมดาที่เป็นชื่อเดียวเท่านั้น (ต้องไม่เป็นบัญชีที่เปิดร่วมกับผู้อื่น)
    •  มี e-mail address และเบอร์โทรศัพท์มือถือที่จดทะเบียนในประเทศไทย สำหรับรับรหัส OTP (One Time Password) หรือบางแห่งเรียก TOP (Time Out Password) ซึ่งคือชุดรหัสผ่านสำหรับใช้ครั้งเดียวที่ระบบสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นตัวเลขจำนวน 6 หลักส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ตรวจสอบและยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีก่อนการเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ซึ่งรหัสผ่านชุดนี้จะมีอายุประมาณ 3 นาที หากเลยเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก 
    ช่องทางการสมัครใช้ Internet Banking สามารถสมัครได้ 3 ช่องทาง คือ
    1.  สมัครด้วยตนเองทางอินเทอร์เน็ต ผ่านทางเว็บไซต์ของธนาคาร โดยผู้สมัครต้องที่มีบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ตามที่ธนาคารระบุ และกรอกข้อมูลการสมัครตามแบบฟอร์มในระบบออนไลน์ บางธนาคารอาจให้มีการยืนยันตัวตนอีกครั้งหนึ่งหลักจากสมัครในระบบออนไลน์แล้ว โดยนำบัตรประชาชนและสมุดบัญชีไปแสดงตัวตนต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารเจ้าของบัญชี สาขาใดก็ได้ หรืออาจต้องลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อขอรับรหัส TOP/OTP ผ่านตู้ ATM/ADM อีกครั้ง
    2.  สมัครด้วยตนเองผ่านทางตู้ ATM ด้วยบัตร ATM หรือบัตรเดบิต 
    3.  สมัครที่ธนาคารเจ้าของบัญชีเงินฝาก สาขาใดก็ได้ โดยใช้หลักฐานคือ สมุดบัญชีเงินฝาก และบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางกรณีเป็นชาวต่างชาติ
    การสมัครใช้ Mobile Banking
    Mobile Banking คือการใช้ Internet Banking ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต โดยจะต้องติดตั้งแอปพลิเคชันของธนาคารในศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต โดยมีขั้นตอนดังนี้
    1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันของธนาคารที่ต้องการสมัครลงในโทรศัทพ์มือถือ
    2. ลงทะเบียนใช้งานโดยกรอกข้อมูลตามที่ระบุในแอปพลิเคชันของธนาคาร ดังนี้
      - ผู้ใช้ที่ใช้บริการ Internet Banking ของธนาคารนั้นอยู่แล้ว บางธนาคารสามารถใช้ User Name และ Password ของ Internet Banking ลงทะเบียนในแอปพลิเคชั่น Mobile Banking ได้ โดยระบบจะให้ตั้งรหัส Pin เป็นตัวเลขจำนวน 6 หลัก สำหรับเข้าใช้แอปพลิเคชั่นบนมือถืออีกครั้ง
      - ผู้ใช้ที่มีบัตร ATM บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตของธนาคาร สามารถนำข้อมูลบัตรมาสมัครใช้งาน Mobile Banking ได้ โดยกรอกข้อมูลบัตร และข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน (หรือข้อมูลตามที่แอปพลิเคชั่นของละธนาคารกำหนด) 
    3. ตั้งค่ารหัสและยืนยันรหัสผ่าน 
    สามารถดูรายละเอียดและวิธีการสมัครเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร


    เขียน/เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด. สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    ธนาคารกรุงไทย. (2561). สมัครใช้บริการ KTB Netbank. สืบค้นจาก https://www.ktbnetbank.com /consumer/

    ธนาคารกสิกรไทย. (2561). ช่องทางการสมัคร Digital Banking. สืบค้นจาก
    https://www.kasikornbank.com/th/Apply/Pages/Apply_index.aspx#digitalbanking

    ธนาคารกสิกรไทย. (2561). ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตกสิกรไทย (K-Cyber Banking). สืบค้นจาก https://www.kasikornbank.com/th/ApplyForServices/ApplyForServiceForm/ KCBTC_TH_201611.pdf

    ธนาคารไทยพาณิชย์. (2561). เงื่อนไขการบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์. สืบค้นจาก http://www.scb.co.th/th/personal-banking/electronic-banking/easy-net

    ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Banking)

    ปัจจุบันการความนิยมต่อการใช้เทคโนโลยีในโลกออนไลน์และการพัฒนาของระบบเทคโนโลยีในโลกการเงินส่งผลให้เกิดบริการทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและทัศนคติในการทำธุรกรรมทางการเงินไปสู่การทำธุรกรรมทางการเงินด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา รวดเร็ว และสะดวกสบาย ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โดยมีแน้วโน้มที่จะใช้บริการของธนาคารในรูปแบบ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Banking) หรือ ธนาคารดิจิตอล (Digital Banking) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร
    ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Banking, E-Banking) หรือ ธนาคารดิจิทัล (Digital Banking) คือ ระบบการให้บริการในการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับธนาคาร ผ่านอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องมาธนาคาร

    บริการของธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ มี ดังนี้
    1. บริการธนาคารผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้บริการสามารถทำการโอนเงิน เช็คยอดเงิน โอนเงินระหว่างบัญชีของตนเอง โอนเงินบัญชีบุคคลอื่นทั้งบัญชีธนาคารเดียวกันและต่างธนาคาร ชำระค่าสินค้าและบริการ ชำระบัตรเครติด เติมเงินโทรศัพท์มือถือ ชำระเงินกู้ ซื้อขายกองทุน ฯลฯ ได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร การให้บริการธนาคารผ่านอินเตอร์เน็ต ได้แก่ Internet Banking และ Mobile Banking
    • บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) เป็นบริการธนาคารในระบบออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปยังทางเว็บไซต์ของธนาคารที่ผู้ใช้ได้สมัครใช้บริการไว้ เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินด้วยตนเอง
    • บริการธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) เป็นการให้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาขึ้นมาให้สอดรับกับโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันของธนาคารในโทรศัพท์มือถือ บริการธนาคารบนมือถือกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีแนวโน้มจะมีอัตราการใช้มากกว่าการใช้บริการผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์
    ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์แทบทุกแห่งเปิดให้บริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Internet Banking และ Mobile Banking แล้วในชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ธนาคารไซเบอร์ (Cyber Banking) ธนาคารออนไลน์ (Online Banking) บริการธนาคารผ่านอินเตอร์เน็ตของธนาคารในประเทศไทยที่เปิดให้บริการ  เช่น
    • ธนาคารกรุงไทย KTB Internet Banking แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ KTB netbank
    • ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Easy Net แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ SCB Easy
    • ธนาคารกสิกรไทย K-Cyber Banking แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ K-Plus
    • ธนาคารออมสิน GSB Internet Banking แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ MyMo
    • ธนาคารกรุงเทพ Bualuang iBanking แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ Bualuang mBanking
    • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา Krungsri Online แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ KMA (Krungsri Mobile App)
    • ธนาคารทหารไทย TMB Internet Banking แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ TMB Touch
    • ธนาคารธนชาติ Thanachar iNet แอปพลิเคชันสำหรับ Mobile Banking คือ Thanachrt Connect

    Application สำหรับ Mobile Banking ของธนาคารต่าง ๆ

    2. บริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น
    •  บริการธนาคารทางโทรศัพท์ (Tele Banking) ให้บริการในการสอบถาม หรือเรียกดูข้อมูล และทำธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์อัตโนมัติผ่านทางหมายเลขโทรศัทพ์แบบ Call Center ของแต่ละธนาคาร สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้หลากหลาย โดยไม่ต้องเดินทางไปธนาคาร เช่น สอบถามยอดเงิน ถามยอดบัตรเครดิต โอนเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ เติมเงินโทรศัพท์มือถือ บริการด้านบัตรเครดิต หรือซื้อกองทุน
    •  บริการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม (ATM) 
    •  บริการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเครื่องทำธุรกรรมทางด้านการเงินอัตโนมัติ VTM (Virtual Teller Machine) ผ่าน VDO Call 
    •  บริการสมาร์ทการ์ด (Smart Card) หรือบัตรชำระเงิน บัตรเดบิตแบบต่าง ๆ
    •  บริการแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย SMS 
     เครื่องทำธุรกรรมทางด้านการเงินอัตโนมัติ VTM (Virtual Teller Machine) 
    โดย ธนาคารกรุงไทย, 2560, สืบค้นจาก https://www.ktb.co.th


    เขียน/เรียบเรียง : นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน). (2561). "E-BANKING คืออะไร ?" สืบค้นจาก https://www.etda.or.th/content/1238.html 

    ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน). (6 กุมภาพันธ์ 2561). "ธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์". สืบค้นจาก http://www.scb.co.th/th/personal-banking/electronic-banking .