ความรู้พิ้นฐานการภาพถ่ายบุคคล (Portrait photography )

     ภาพถ่ายบุคคล คืออะไร ( Portrait ) ภาพถ่ายบุคคล คือภาพถ่ายของบุคคลที่สามารถแสดงออกถึงตัวเองให้ ปรากฏออกมาในรูปแบบการบันทึก ส่วนมากแสดงออกมาสายตา ท่าทาง และการสื่ออารมณ์แบบไม่ได้จำ กัดเพศและวัยความสัมพันธ์ระหว่างแบบกับ ช่างภาพก็มีความสำ คัญ การที่จะทำ ให้แบบสื่ออารมณ์ตามที่เราต้องการ เราก็มีส่วนทำ ให้แสดงอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นออกมาจากการพูด  สร้างมนุษยสัมพันธ์กับตัวแบบดึงความเป็นตัวเองของตัวแบบออกมาให้เป็น ธรรมชาติที่สุดการถ่ายภาพบุคคล สามารถนิยามอย่างง่ายๆได้ว่า คือการ ถ่ายภาพเสมือนจริงของบุคคล โดยเฉพาะส่วนบริเวณใบหน้า แต่ในมุมมอง ของช่างภาพมืออาชีพแล้ว การถ่ายภาพบุคคลจะหมายถึงการถ่ายภาพ บุคคลที่ไม่เพียงแต่จะบันทึกลักษณะ ทางกายภาพของตัวแบบ แต่รวมไปถึง อารมณ์ความรู้สึก และบุคลิกภาพของตัวแบบด้วย

ประเภทของการถ่ายภาพบุคคล 

  1. Amateur portrait คือการถ่ายภาพบุคคลในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ มักจะ เป็นในกลุ่มของญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง 
  2. Editorial portrait คือการถ่ายภาพบุคคลที่มีจุดประสงค์ในการนำ ไปตีพิมพ์ ประกอบบทความในหนังสือ วารสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ 
  3. Fashion portrait คือการถ่ายภาพบุคคลที่มีจุดประสงค์ในการนำ เสนอ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับบนตัวแบบ การถ่ายภาพแบบนี ้จะต่าง จากการถ่ายภาพบุคคลแบบอื่นๆ ตรงที่จะไม่เน้นความสำ คัญไปที่ตัวแบบ แต่จะเน้น ไปที่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครี่องประดับที่ต้องการนำ เสนอ 
  4. Studio portrait คือการถ่ายภาพบุคคลที่จัดขึ้นภายในสตูดิโอ โดยมีการ ควบคุมแสงและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี
  5. Location portrait คือการถ่ายภาพบุคคลที่จัดขึ้นแบบ outdoor 6. Environmental portrait คือการถ่ายภาพบุคคลที่โดยมากจะจัดขึ้นแบบ  outdoor แต่จะมีลักษณะพิเศษตรงที่ในการถ่ายภาพแบบนี ้ สิ่งแวดล้อม หรือสถาน ที่ที่จัดการถ่ายภาพจะมีส่วนสำ คัญในการนำ เสนอตัวแบบ


ภาพบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด สร้างความจดจำ มากที่สุด
ช่างภาพผู้ที่ลั่นชัตเตอร์ภาพ 
“Afghan Girl” นี้ มีนามว่า “Steve McCurry”  


เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล ( Portrait )

1. โฟกัสที่ตา เนื่องจากดวงตานั้นเป็นส่วนสำ คัญที่สุดในภาพเนื่องจาก เป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงถึงอารมณ์ของภาพ “ ดวงตานั้นเป็นหน้าต่าง ของหัวใจ ” 


2. อย่าตัดบริเวณข้อต่อ การจัดองค์ประกอบภาพนั้นอย่าตัดกรอบ ภาพบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะได้แก่ คอ ข้อศอก ข้อมือ เอว หัวเข่า ข้อเท้า  เนื่องจากจะทำ ให้อารมณ์ภาพนั้นดูไม่ดี 


3. สื่อสารกับตัวแบบของคุณให้ชัดเจน อย่าทำ ให้ตัวแบบเรามีความเครียด อย่างเด็ดขาด เพราะว่าจะทำ ให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติ ออกมาได้ สื่อสารได้ตรงกันว่าอยากได้อารมณ์ไหน


4. ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ต้องถ่ายภาพเพื่อสื่อความเป็นตัวตน ของคนๆนั้นออกมา บางครั้งเราอาจต้องพูดคุยไปถ่ายไปและคอยจับกริยา ท่าทางของเขาและก็ค่อยๆถ่ายไป แน่นอนครับในหลายๆครั้งเราต้องรอจับ จังหวะถ่ายเอาเอง เพราะการจะบอกให้เขาทำ ท่าตามที่เราต้องการนั้นบาง ครั้งจะทำ ให้เขาเกร็งได้ครับ




5. Window light หนึ่งเทคนิคที่สามารถใช้งานได้ง่ายคือการใช้งานแสงที่ เข้ามาเพียงด้านเดียว ซึ่งจะเรียกว่า Window light เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยาก และสร้างความแตกต่างในภาพได้ดี 


6. ถ่ายภาพย้อนแสง การถ่ายภาพบุคคลย้อนแสงนั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ โดยเรา จะได้ประกายของเส้นผมเกิดขึ้นจากการถ่ายภาพย้อนแสง


7. การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับทิวทัศน์ โดยให้เราทำ การวางคนไว้ด้านซ้าย หรือด้านขวาภาพตามกฎของจุดตัด 9 ช่อง จะทำ ให้สามารถเก็บภาพของ ทิวทัศน์เบื้องหลังและภาพของตัวแบบเอาไว้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ




เรียบเรียง / ภาพประกอบ :
นายสราวุธ เบี้ยจรัส  นักวิชาการโสตทัศนศึกษา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
อ้างอิง : Tong Fotoman (April 19, 2011)
7 เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล ( Portrait )
จากเว็บไซต์
www.facebook.com/notes/tong-fotoman

พื้นฐานการถ่ายภาพมือใหม่

 

กล้องในปัจจุบันจะมีสองแบบ ก็คือ Mirrolress และ DSLR ซึ่งในปัจจุบันกล้อง Mirrorless มีความนิยมอย่างแพร่หลายค่อนข้างมากในปัจจุบัน เนื่องจากศักยภาพทางเทคโนโลยี เทรนด์ของกลุ่มผู้ใช้ แล้วก็ขนาดของกล้องมีขนาดเล็กพกพาง่าย สามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มคนระดับทั่วไปได้มากกว่ากล้อง DSLR




กล้อง DSLR  หรือ Digital Single Lense Reflex ก็คือการใช้การสะท้อนของเลนส์ชุดเดียวทั้งแสงที่จะตกลงใน CCD  และแสงที่เข้าสู่ตาในช่องมองภาพ ส่วนใหญ่ภาพที่เกิดในช่องมองภาพจะเกิดจากแสงจริงสะท้อนผ่านชิ้นเลนส์เข้าสู่ ตาไม่ได้เกิดจากการรับภาพของ CCD รับแสงเฉพาะตอนที่ม่านชัตเตอร์เปิดให้แสงผ่านเท่านั้น

ส่วนกล้อง Mirrorless นั้นถูกออกแบบให้มีกลไกภายในที่ง่ายกว่ามากตรงกันข้ามกับกล้อง DSLR แสงจะผ่านจากเลนส์เข้าไปยังเซ็นเซอร์ภาพโดยตรง และภาพก็จะถูกส่งไปที่ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์แทน เพราะไม่มีกระจกสะท้อนภาพเหมือน DSLR ก็เลยเรียก Mirrorless ครับ แล้วก็ตัวกล้องจะเปิดให้เซ็นเซอร์นั้นรับภาพอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ Viewfinder สามารถมองเห็นภาพได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากดถ่ายภาพ ตัวม่านชัตเตอร์กลไกจะทำงานตามปกตินั่นเองครับ กล้องทั้งสองแบบสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ มีทั้งเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสที่ตายตัว(Fixed) หรือ เปลี่ยนความยาวโฟกัสได้ (Zoom)

การที่เราจะได้ภาพถ่ายสวยๆ มาสักภาพนั้น กล้องจะต้องทำการเปิดรับแสงเข้าไปยังเซ็นเซอร์ รับภาพในปริมาณที่พอเหมาะ ภาพที่ได้ออกมาจึงจะมีความสว่างตามที่เราต้องการ สำหรับคนที่เริ่มต้นถ่ายภาพ เรื่องของความเข้าใจว่าอะไรที่มีผลกับแสงว่าภาพสว่างหรือว่ามืด เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ และได้ใช้ตลอดการถ่ายภาพ สำคัญมาก ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราสามารถที่จะควบคุมกล้องได้ดีมากยิ่งขึ้น ถ่ายภาพได้ดีขึ้น รู้ว่าเมื่อไหร่ ควรปรับค่ารูรับแสง, ความเร็วชัตเตอร์ หรือว่า ความไวแสง (ISO) ซึ่งค่าทั้งสามอย่างนี้จะรวมกันเป็นค่าความสัมพันธ์ของแสงนั้นเองนอกจากนี้ค่าทั้งสามอย่างยังมีผลกับภาพที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ เช่นการละลายฉากหลัง หรือการทำให้ชัดทั้งภาพ, การถ่ายภาพให้หยุดนิ่งหรือว่าเบลอ แล้วก็การที่มี Noise ในภาพหรือไม่มี ก็ขึ้นอยู่กับค่านี้เหมือนกัน



APERTURE – รูรับแสง

เรื่องของรูรับแสง เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง แสงจะเข้าที่กล้องมาก ถ่ายภาพกลางคืนได้ดี และที่สำคัญคือทำให้เกิดเอฟเฟคที่ชอบมากคือหน้าชัดหลังเบลอ  ส่วนรูรับแสงแคบ คือตรงกันข้าม ภาพจะเข้าที่กล้องน้อยลง แต่จะได้เอฟเฟคที่เกิดการชัดลึก คือภาพชัดทั้งภาพเลย เหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ครับ



SHUTTER SPEED – ความเร็วชัตเตอร์

ว่ากันด้วยเรื่องของความเร็วชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์หลักเลยคือเราใช้จับภาพที่เคลื่อนไหวให้นิ่ง แต่ก็ผลกระทบเหมือนกันคือเมื่อความเร็วชัตเตอร์เราเพิ่มขึ้น แสงจะเข้ากล้องน้อยลง เพราะงั้นการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงควรใช้ในสถานที่ ที่อยู่กลางแจ้ง มีแสงมากครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเพิ่ม ISO แต่ Speed Shutter ที่ช้าลงจะทำให้เราเก็บแสงได้มากขึ้น และก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่เราใช้ในการลากแสงไฟนั่นเองดังนั้นการจะใช้ชัตเตอร์เท่าไหร่นั้นไม่มีกฎตายตัวนะครับ อยู่กับว่าเราอยากได้ภาพแบบไหน และเรากำลังเจอสถานการณ์ไหนนั่นเอง



ISO – ค่าความไวแสง

ISO เป็นความไวแสงที่กล้องมีครับ ถ้ายิ่ง ISO มาก กล้องก็จะไวแสงมาก ข้อดีคือ ISO สูงจะทำให้เราถ่ายภาพในที่มืดได้ แต่การที่ ISO สูงมากก็จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนหรือว่า Noise นั่นเอง

ดังนั้นการเลือกใช้ ISO ก็ควรดูด้วยว่าเราต้องการอะไรในภาพตอนนั้น ถ้าเราถ่าย Landscape กลางแจ้ง มีขาตั้ง เราก็ไม่ต้องดัน ISO ครับ ใช้ต่ำที่สุดที่กล้องให้ก็ได้

แต่ถ้าหากเราถ่ายภาพในอาคาร เราไม่สามารถเพิ่มรูรับแสง หรือลดสปีดจนถือกล้องได้แล้ว เราก็ควรเลือกที่จะดัน ISO เพื่อให้กล้องรับแสงได้ไวขึ้นครับ มี Noise ดีกว่าไม่ได้ภาพเลย



      ภาพที่ได้ออกมาจึงจะมีความสว่างตามที่เราต้องการ ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่า ต้องใช้รูรับแสงขนาดเท่าใดบวกกับ สปีดชัตเตอร์เท่าใด จึงจะได้แสงที่มีความเหมาะสมดังกล่าว นั้น เราต้องทำการวัดแสงก่อน ในกล้องจะมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่วัดค่าแสง ที่สะท้อนจากวัตถุที่คุณกำลังจะถ่ายว่ามีค่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถดูได้จากหน้าจอ LCD ของกล้องเรา จะมีขีดสเกลที่แสดงปริมาณของแสงอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า สเกลวัดแสง



ระบบวัดแสงแบบต่าง\ๆ ของกล้อง DSLR มีอะไรบ้าง

ในกล้อง DSLR นั้นจะมีระบบวัดแสงมาให้ประมาณ 3-4 ระบบ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ยี้ห้อ  ซึ่งระบบวัดแสงก็คือ ระบบวิธีการคำนวณหา ค่าแสงของกล้อง การที่เราจะเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบใดนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือสภาพแสงที่เราจะถ่าย ระบบวัดแสงแบบต่างที่มีอยู่ในกล้อง DSLR มีดังนี้

1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย

ระบบนี้จะมีในกล้อง DSLR ทุกรุ่นเลย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกกันไป ในแต่ละรุ่น หลักการทำงานของระบบนี้ก็คือ กล้องจะทำการแบ่งพื้นที่ในช่องมองภาพออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะแบ่งเป็นกี่ส่วนก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย จากนั้นจึงนำค่าแสงจากทุกๆ ส่วนมาคำนวณหาค่ากลาง  ระบบวัดแสงนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป ที่สภาพแสงในแต่ละส่วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เช่น การถ่ายภาพวิวทัวทัศน์

ข้อดีของระบบนี้ คือ ใช้งานง่าย ครอบคลุมการใช้งานทั่วไป แต่ ไม่ความนำไปใช้กับการถ่ายภาพที่สภาพแสงไม่ปกติ เช่น ถ่ายภาพย้อนแสงต่าง ๆ  ภาพท้องฟ้ากับพื้นดินที่มีความสว่างต่างกันมากๆ  หรือ ภาพถ่ายภายในร่มแต่พื้นที่ด้านนอกสว่างมากๆ  โอกาสเกิดการผิดพลาดจะมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว



2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง

สำหรับระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบแรกที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่จะให้ความสำคัญที่ส่วนกลางของภาพเป็นหลัก มากกว่าส่วนที่อยู่รอบๆ  คือ โดยปกติในการถ่ายภาพก็จะให้ความสำคัญในส่วนกลาง หรือให้วัตตถุที่ต้องการจะถ่ายอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว ระบบนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ให้ความสำคัญกับส่วนตรงกลางของภาพ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพที่ต้องการให้วัตถุอยู่กลางภาพ

ข้อควรระวังในการระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง คือ เวลาวัดแสงคุณต้องแน่ใจว่า วัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดใหญ่เพียงพอและครอบคลุมตรงกลางของช่องมองภาพ ซึ่งถ้าหากวัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดเล็กแล้วระบบนี้ไปวัดแสงในส่วนของฉากหลังแทน ซึ่งอาจทำให้การวัดแสงผิดพลาดได้



3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด

ระบบการวัดแสงนี้จะมีพื้นที่สำหรับการวัดแสง 3-5 เปอร์เซ็นต์ในช่องมองภาพ โดยประมาณ โดยแสดงเป็นจุดวงกลมเล็กๆ ให้เห็นในช่องมองภาพ พื้นที่ดังกล่าวนั่นแหละคือพื้นที่สำหรับวัดแสง โดยถ้าหากเราต้องการจะวัดแสงตรงจุดใหนก็ให้เล็งวงกลมเล็กๆ ไปตรงจุดนั้น แล้วกดชัดเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง กล้องก็จะทำการวัดแสงตรงส่วนนั้นให้  ผู้ที่จะใช้ระบบวัดแสงชนิดนี้ ควรรูจักเลือกวัตถุที่มีค่าการสะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่าสีเทากลาง  โดยที่นิยมใช้กันบ่อยๆ ในการอ้างอิง ก็อย่างเช่น สนามหญ้า ท้องฟ้าบริเวณที่เป็นสีเข้มหน่อย เมฆสีเทาๆ เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความแม่นยำจริง แนะนำให้ใช้ กระดาษสีเทา 18% ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการวัดแสงค่อนข้างสูงมาก





เรียบเรียง / ภาพประกอบ :
นายสราวุธ เบี้ยจรัส  นักวิชาการโสตทัศนศึกษา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
อ้างอิง : YOCHUWA SAMAROM (NOVEMBER 25, 2017)
BASIC PHOTOGRAPHY – รวมพื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้
จากเว็บไซต์
www.photoschoolthailand.com

ความรู้พื้นฐานในการเลือกใช้เลนส์กล้องถ่ายภาพ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในกล้องถ่ายภาพเลนส์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของกล้องถ่ายภาพ กล้องที่มีคุณภาพดี เลนส์จะมีราคาแพงต้องระวังรักษาอย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่ภาพจะเกิดบนฟิล์มได้ต้องผ่านกระบวนการร่วมแสงจากเลนส์ก่อน มีกล้องก็ต้องมีเลนส์ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์กล้องถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องDSLR ,Mirrorless Compact หรือ แม้แต่กระทั่งกล้องจากมือถือก็มีเลนส์อยู่ข้างใน แล้วเอาเลนส์อะไรมาใส่กันบ้าง ให้มุมมองภาพแต่ละแบบเป็นอย่างไร มาแยกประเภทพร้อมกับมุมมองของเลนส์แต่ละช่วงกันเลย มีดังต่อไปนี้

ประเภทของเลนส์หลักๆ แบ่งเป็น2แบบ

1.เลนส์ฟิกซ์ (Fix Lens)


คือเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสตัวเดียว จะมีตั้งแต่ช่วงไวด์ มาตรฐาน และเทเลโฟโต้ เช่น 28 ,50 ,200 เป็นต้น เลนส์ฟิกซ์ชิ้นเลนส์จะน้อย น้ำหนักเบา ให้ภาพคมชัด แต่ไม่สามารถซูมได้ ต้องใช้การขยับร่างกายเพื่อหาองค์ประกอบที่ต้องการเอง




2.เลนส์ซูม (Zoom Lens)

เป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสหลายช่วงในการปรับ ก็จะมีตั้งช่วงไวด์ ไปจนถึงเทเลโฟโต้เช่นเดียวกัน เลนส์ซูมบางตัวรวมทุกช่วงไว้ในตัวเดียวกันก็มี เราเรียกว่าเลนส์อเนประสงค์ หรือต้องการซูมแค่ช่วงไวด์ถึงมาตรฐานก็ได้ หรือ มาตรฐานหรือเทเลโฟโต้ก็มี เช่น 16-35,24-70,70-200-18-200 เป็นต้น เลนส์ซูมก็สะดวก ที่มีหลายช่วงการโฟกัสให้ถ่ายภาพที่เราต้องการ โดยที่คนภาพยืนอยู่ที่เดิม แล้วใช้การซูมจากกระบอกเลนส์เอา แต่ชิ้นเลนส์ค่อนข้างเยอะ ทำให้บางตัวมีน้ำหนักมาก




หลังจากรู้ประเภทของเลนส์กันไปแล้วมาดู การแบ่งทางยาวโฟกัสของเลนส์ ว่าแต่ละช่วงเค้าเรียกอย่างไรบ้างและตัวเลนส์ที่เราเห็นที่ตัวเลนส์หมายถึงอะไร มีดังต่อไปนี้

แบ่งเลนส์ตามทางยาวระยะโฟกัส

1. มาตรฐานเลนส์ (Standard Lens)


เป็นช่วงทางยาวระยะโฟกัสปกติ ที่มีความใกล้เคียงกับมองของสายตามนุษย์ ความผิดเพี้ยนของภาพจะมีน้อย จะมีการโฟกัสอยู่ที่ระยะ50มม. โดย50มม. ยึดถือฟอร์แมทแบบฟลูเฟรมเป็นหลัก ถ้าหากเราต้องการถ่ายภาพ ให้มีความใกล้เคียงกับที่เรามองเห็น ก็จะมีเลนส์50มม. ติดไว้ถ่ายบุคคลกัน




2. เลนส์ไวด์ (Wide Angle Lens)

ระยะทางยาวโฟกัสที่น้อยกว่า50มม. ลงมา เรื่อยๆ ยิ่งตัวเลขทางยาวโฟกัสน้อย มุมรับภาพก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหรือกว้างขึ้นนั่นเอง เช่น 10-18 ,10-24,10-22 ส่วนใหญ่จะนำไปถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ เพราะจะได้ภาพวิวที่อลังการ




3.เลนส์เทลโฟโต้ (Telephoto Lens)

เลนส์ช่วงนี้จะมีมุมรับภาพที่แคบมาก ยิ่งตัวเลขมากกว่า50มม. มากขึ้นไปเรื่อยๆยิ่งตัวเลขเยอะ จะทำให้มุมรับภาพแคบขึ้น จะได้ภาพที่ใกล้วัตถุมากขึ้น เช่น 70-200,70-300,100-400 เลนส์ช่วงนี้เรียกสั้นๆว่า เลนส์เทเล ส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายภาพนก ภาพการแข่งขันกีฬา หรืออื่นๆ




4. เลนส์มาโคร (Macro Lens)

ลักษณะชิ้นเลนส์คล้ายแว่นขยาย ซึ่งคุณสมบัติของเลนส์มาโครคือ อัตราขยายที่เท่ากับวัตถุจริงเมื่อภาพลงบนเซ็นเซอร์ คือ 1:1 หรือบางตัวมีความสามารถขยายได้เกินวัตถุจริง เป็น1 :5 เลยก็มีเลนส์มาโครสามารถเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่าเลนส์ปกติ เราจะนำไปถ่าย สิ่งของต่างๆที่มีขนาดเล็ก และให้ใหญ่ขึ้นเพื่อมองเห็นชัดๆ หรือแม้แต่กระทั่งแมลงเองเราก็นิยมเอาเลนส์มาโครไปถ่าย เช่น 60มม. ,100มม.




5. เลนส์ฟิชอาย (Fisheye Lens)

หรือที่เราเรียกกันว่า เลนส์ตาปลา เนื่องจากเลนส์ด้านหน้าจะมีความนูนโค้งมากกว่าปกติ ทำให้ภาพที่ได้ จะมีความแปลกตาไป เช่น 8มม. ,10.5มม. ภาพที่ได้จะมีความกว้างถึง180องศา ส่วนใหญ่ไว้ถ่ายภาพที่มีความกว้างมากๆในสถานที่แคบๆ เช่นถ่ายสนามบอลให้ดูอลังการ หรือ ถ่ายภาพคนให้ดูแปลกตาออกไปจากเดิม




เลนส์แต่ละแบบ และแต่ละช่วงทางยาวโฟกัส ได้มีออกมาวางจำหน่ายหลากหลายแบบ แม้กระทั่งในมือถือยังนำเลนส์ไปใส่ไว้ ที่นี้เราก็ดูว่าใส่เลนส์ช่วงไหนเข้าไป และจะทำให้ภาพเป็นแบบไหน เราก็จะเข้าใจเพิ่มมากขึ้นสามารถนำไปถ่ายอะไรก็ได้อย่างที่เราต้องการไม่ได้จำกัดจินตนาการไว้ แต่เราควรเข้าใจพื้นฐานของลักษณะเลนส์ก่อนเพื่อให้รู้ถึงเบสิค เวลานำไปใช้จะได้เกิดประโยชน์ที่เราต้องการจริงๆ



เรียบเรียง / ภาพประกอบ :
นายสราวุธ เบี้ยจรัส นักวิชาการโสตทัศนศึกษา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
อ้างอิง : EASTBOURNE (October 30, 2017)
เลนส์แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร
จากเว็บไซต์ www.eastbournecamera.com

ความรู้พื้นฐานในการเลือกใช้กล้องถ่ายภาพ

 

    การเป็นช่างถ่ายภาพเราควรศึกษาเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพเป็นพื้นฐานก่อนอันดับแรก เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพตรงกับความต้องการและความเหมาะสมสำหรับกับการถ่ายภาพ  

การถ่ายภาพมาจากภาษาอังกฤษว่า “Photography” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ “Phos” และ “Graphein” คำว่า “Phos” หมายถึง แสงสว่าง และ “Graphein” หมายถึง การเขียน เมื่อรวมคำทั้งสองแล้วจึงมีความหมายว่า การเขียนด้วยแสงสว่าง

หลักการทำงานของกล้องถ่ายภาพ

หลักการบันทึกภาพของกล้อง อาศัยหลักการเดียวกันกับการมองเห็นของนัยตามนุษย์ นั่นคือการรับภาพจากแสงที่สะท้อนวัตถุมายังเซนเซอร์รับภาพ  โดยมีกลีบม่านหรือไดอะแฟรมในตัวตัวเลนส์์เพื่อควบคุมปริมาณแสง  “รูรับแสง (Aperture)” ผ่านชัตเตอร์ว่า “ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)” เแสงสีต่างๆจะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าและเปลี่ยนเป็นสัญญาณภาพในรหัส ดิจิตอล เพื่อส่งผ่านไปเก็บบันทึกไว้ในเมโมรี่การ์ด


ประเภทของกล้องเฉพาะที่ใช้กันแพร่หลายก็มีอยู่ 5 ประเภทครับ

1.กล้องคอมแพค (Compact)

แบบแรก (ทั่วไป) ซึ่งมีขนาดเล็กกะทัดรัด ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ใช้งานง่ายส่วนใหญ่ จะมีโหมดสำเร็จรูปมาให้ เป็นออโต้ทั้งหมดสีสันดีไซน์สวย เช่น Nikon CoolPix A100 ,Canon Ixus190, Fujifilm FinePix XP-120 ราคาไม่แพง ไม่ถึงหมื่น

แบบสอง (ไฮเอนด์) จะมีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่กว่า จะได้คุณภาพของไฟล์ภาพที่ดีกว่าคอมแพคด้วยกันและดีกว่ามือถือ เพราะเซ็นเซอร์มีขนาด1นิ้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเซ็นเซอร์คอมแพคทั่วไปหลายเท่าตัว เช่น Canon PowerShot G7X Mark II,Sony Cybershot RX100 Mark IV และยังมีฟังก์ปรับตั้งกล้องได้เหมือนกล้องใหญ่กันเลยทีเดียว ราคาก็จะเริ่มประมณหมื่นกลางๆขึ้นไป



2.กล้อง DSLR - Like ย่อมาจาก Digital Single-Lens Reflex หรือ กล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว กล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้  มองผ่านเลนส์  มีกระจกสะท้อนภาพ  มีช่องมองภาพแบบออพติคอล  ได้ตรงตามที่เห็นและก็ยังสามารถมองที่จอ LCD โดยเป็นการมองเห็นจากสถานการณ์จริง  หลักๆDSLR จะมีเซ็นเซอร์อยู่2ขนาด คือ full frame และ APS-C Fullframe จะมีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่มาจากฟอร์แมทฟิลม์35มม. ส่วนAPS-Cที่เราเรียกว่ากล้องตัวคูณ คูณเพื่อให้เท่าขนาดของFull frame ซึ่งเซ็นเซอร์ใหญ่ก็จะได้เปรียบเรื่องของไฟล์ภาพที่ทีคุณภาพมากกว่า ราคาก็จะเริ่มต้นที่5หมื่นบาทขึ้นไป ส่วนAPS-Cเริ่มต้นประมาณหมื่นปลายๆ



3.กล้อง DSLR กล้องดิจิตอลที่มีรูปทรงคล้าย DLSR แต่มีขนาดเล็กกว่า ปรับตั้งค่ากล้องเหมือนDSLR เพียงแต่ถอดเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้  แต่มีขนาดซูมมากที่ติดมาพร้อมตัวกล้อง และยังมีเซ็นเซอร์ขนาดเท่ากับกล้องCompactทั่วไป เหมาะสำหรับคนเพิ่งเริ่มเล่นกล้องและ ไม่อยากพกอะไรมาก ตัวเดียวจบเที่ยวทั่วไทยได้เลย ราคาเริ่มต้น ประมาณหมื่นกลางๆ


4.กล้อง Mirrorless (ไม่มีกระจกสะท้อนภาพ) กล้องที่เอากระจกสะท้อนภาพออก ซึ่งไม่มีช่องมองภาพ หรือบ้างรุ่นที่มีช่องมองภาพ ไม่ได้มองผ่านเลนส์ เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์ วิวไฟน์เดอร์ หลักๆเซ็นเซอร์ที่ใช้มี3ขนาด Full frame ,APS-C ,4/3 (four thirds) ณ.ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากระแสกล้องมิลเลอร์เลสได้รับความสนใจ จากกลุ่มนักถ่ายภาพมาก ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น อุปกรณ์เสริมต่างๆก็เล็กลง ทำให้การถือไปถ่ายภาพสะดวก และยังคงได้ภาพเหมือนกับกล้องใหญ่ ราคาเริ่มต้นหมื่นกลางๆ



5.Medium Format ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่มากๆเช่นนี้มักจะถูกใช้งานในระดับมืออาชีพเพื่อการถ่ายภาพที่ต้องการคุณภาพของไฟล์ภาพสูงสุดและแน่นอนว่ากล้องส่วนใหญ่จะมีราคาค่าตัวที่สูงมากๆ ดังนั้นกล้อง Medium Format จึงถูกใช้งานอยู่ในสตูดิโอถ่ายภาพโฆษณาเสียเป็นส่วนใหญ่

ในที่นี้จะขอพูดถึงกล้องถ่ายรูปแบบ DSLR จะมีระดับของตัวมันเองอยู่ ว่าตัวมันเองจัดอยู่ในระดับไหน ซึ่งระดับของกล้องแต่ละระดับนั้นก็จะเป็นตัวช่วยในการบ่งบอกเราได้ว่าฟังก์ชั่นภายใน หรือความสามารถของมันนั้นอยู่ในระดับใด โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ

1. Entry Level (กล้องตัวคูณ) สำหรับกล้องในระดับนี้ถือว่าเป็นกล้อง DSLR ระดับล่างสุดเลยครับ และเนื่องจากว่าเป็นกล้อง DSLR ระดับล่างสุด เลยทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานของมันบ้างยี่ห้อจะให้ลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นมาแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดีนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นกล้องระดับล่าง แต่คุณภาพของภาพถ่ายที่ได้ออกมานั้นก็ไม่ได้ด้อยเลยแม้แต่น้อย เอาเป็นว่ากล้อง Compact ระดับสูงๆ ก็ไม่อาจจะเทียบเท่าได้

กล้องตัวนี้เหมาะกับใคร : ถึงแม้ว่ามันจะเป็นกล้องระดับ Entry :Level นั้น แต่มันก็ให้ความรู้สึกของ DSLR อย่างเต็มเปี่ยม หากท่านกำลังมองหากล้อง DSLR ตัวแรกเพื่อทดสอบใจตัวเองว่าเราจะชอบการถ่ายรูปด้วยกล้องชนิดนี้มากน้อยแค่ไหน ก็ถือว่ากล้องระดับนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

ข้อดี : ราคาถูกที่สุดในกล้องประเภท SLR ครับ

ข้อเสีย : วัสดุที่ดูจะอ่อนแอ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกขึ้นรูป เลยทำให้ดูไม่คงทน



2. Semi-Pro Level (กล้องตัวคูณ) กล้องในระดับนี้ถือว่าเป็นกล้องที่วางตัวเองไว้ในระดับกลางสูงกว่ากล้องระดับ Entry Level อยู่หน่อยนึงครับ โดยทั่วไปแล้วกล้องระดับนี้จะเป็นกล้องที่สามารถใช้ทำงานด้านการถ่ายภาพได้ครบถ้วน ฟังก์ชั่นที่ให้มานั้นอยู่ในระดับที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมืออาชีพ ความคมชัด ความสะดวกของฟังก์ชั่นที่ให้มา อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ

กล้องตัวนี้เหมาะกับใคร : แน่นอนว่ากล้องระดับนี้ผู้ที่ตัดสินใจจะซื้อได้นั้น คงจะพอรู้ตัวเองแล้วว่าเราชอบในการถ่ายภาพ และอาจจะทำให้กล้องระดับ Entry Level นั้นตอบสนองเราในบางเรื่องไม่ได้ กล้องในระดับก็ควรจะเหมาะสำหรับคนที่รู้ตัวเองแล้วว่าชอบถ่ายภาพ หรือสำหรับออกงานถ่ายภาพที่เป็นงานแบบไม่ใหญ่มาก อย่างเช่น งานรับปริญญา หรืองานแต่งงานครับ

ข้อดี : คุณภาพของวัสดุที่ดีกว่าระดับ Entry Level ฟังก์ชั่นการใช้งานครบถ้วน

ข้อเสีย : ด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะเพราะวัสดุหรืออุปกรณ์ภายในที่เพิ่มมากขึ้น อาจจะทำให้พกพาได้ลำบากมากขึ้น

3. Pro Level (Full Frame) พูดถึงกล้องระดับนี้ทีไร พวกเราชาวนักถ่ายภาพงบน้อยก็ได้แต่ถอนหายใจกันเป็นแถวๆ เนื่องด้วยราคาของมันที่แสนจะโหดร้าย แต่ด้วยคุณภาพและความคล้องตัวนั้นได้ถูกใส่มาอย่างเต็มที่ กล้องในระดับนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าสำหรับ Pro เท่านั้น เนื่องจากเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถถ่ายแบบรัวๆ ได้ อีกทั้งเซ็นเซอร์ภาพนั้นมีขนาดใหญ่ทำให้ภาพที่ได้นั้นคมชัดมาก

กล้องตัวนี้เหมาะกับใคร : กล้องระดับนี้เป็นกล้องที่ใช้สำหรับการทำงานโดยแท้จริง ซึ่งหากท่านเป็นช่างภาพที่ต้องการภาพคุณภาพสูง แน่นอนว่ากล้องระดับนี้สามารถสร้างสรรค์ภาพให้คุณได้อย่างไม่ยากเย็นนัก กล้องระดับนี้เราจะเห็นได้ตามขอบสนามฟุตบอล

ข้อดี : มีความคล่องตัวสูง สามารถปรับค่าต่างๆ ได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพในการถ่ายสูงมากที่สุด

ข้อเสีย : แน่นอนว่าความยืนหยุ่นจะต้องแลกด้วยความซับซ้อนอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นข้อเสียซ๊ะทีเดียวนะครับ ผมว่าเมื่อใช้คล่องแล้ว ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนอีกต่อไปครับ

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ที่ผมอยากจะสื่อก็คืออยากให้นักถ่ายมือใหม่ได้เข้าใจเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ว่าตนเองจะเริ่มที่จุดไหน



กล้องทั้งหมดที่กล่าวมาคืออยากให้นักถ่ายมือใหม่ได้เข้าใจเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ว่าตนเองจะเริ่มที่จุดไหนตามกำลัง และความเหมาะสมกับงานที่ต้องการจะถ่าย

เรียบเรียง / ภาพประกอบ :
นายสราวุธ เบี้ยจรัส  นักวิชาการโสตทัศนศึกษา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
อ้างอิง : EASTBOURNE (September 28, 2017)
เลนส์แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร
จากเว็บไซต์ www.eastbournecamera.com



ความเป็นมาของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.)

ในบทความก่อนหน้านี้ เราได้เคยพูดถึงการจัดการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ดำเนินการโดย สำนักงาน กศน. การจัดการศึกษารูปแบบศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” หรือที่เรียก ศศช. ซึ่งสามารถไปอ่านย้อนหลังได้ที่บทความเรื่อง การจัดการศึกษารูปแบบ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ของสำนักงาน กศน. บทความตอนนี้จะขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาและการก่อตั้งของ ศศช. เนื่องจากถนนที่ชื่อว่า ศศช. มีเส้นทางและเรื่องราวอันยาวนาน และในปัจจุบันยังมีคนที่สนใจติดตามข้อมูลเป็นจำนวนมาก ผู้เขียนได้ศึกษาและเรียบเรียงจากเอกสาร ภาพถ่าย สัมภาษณ์ ที่ค้นหาแหล่งข้อมูลได้ยาก มาก ๆ กว่าจะได้มาและสภาพก็เก่าไปตามกาลเวลา 

หลายสิบปีที่ผ่านมา กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสำหรับชาวไทยภูเขาตลอดมา โดยเฉพาะในช่วงเวลา 20 ปีแรก (พ.ศ. 2517- 2537) กรมการศึกษานอกโรงเรียนมีความพยายามจะพัฒนากิจกรรมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาสายอาชีพ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย (การบริการข่าวสารข้อมูล) ให้มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับสภาพและความต้องการของชุมชนบนพื้นที่สูง มีความผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรม ไม่ทำลายเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่มีอยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จสำหรับชาวไทยภูเขา (ในปี พ.ศ. 2517) และต่อมาได้พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนสำหรับชุมชนบนพื้นที่สูง รูปแบบศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ ศศช. นั้น หลายหน่วยงานที่จัดการศึกษาเพื่อชุมชนบนพื้นที่สูง ได้นำเอาปรัชญาการดำเนินงานที่ยึดหลักการจัดการศึกษาเพื่อชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน นำไปสู่การพึ่งพาตนเองใช้เป็นแม่แบบ ในฐานะที่ทั้งสองโครงการเป็นนวัตกรรมในการจัดการศึกษาสำหรับชุมชนพื้นที่สูงของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องซึ่งกันและกัน อีกยังเป็นแนวคิดพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ในการจัดการศึกษาเพื่อชุมชนบนพื้นที่สูง ให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนบนพื้นที่สูง 


โครงการศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) เป็นโครงการทดลองที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของรัฐ คือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ กรมการศึกษานอกโรงเรียน เป็นผู้ดำเนินงาน (ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ สังกัดสำนักงานพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) โครงการทดลองมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 6 ปี ระหว่างเดือนมีนาคม 2523 ถึง กันยายน 2529 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับชาวไทยภูเขาโดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากสิ้นสุดโครงการทดลองแล้ว การดำเนินงานโครงการศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ก็เข้าสู่งานปกติของกรมการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนางานวิชาการของ ศศช.

สรุป TIMELINE เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นกับ “ศศช.”
  • พ.ศ. 2511 ได้มีการทดลองโครงการแก้ไขการไม่รู้หนังสือ ขึ้นที่จังหวัดลำปาง โดยสอนความรู้เรื่องอาชีพ ควบคู่ไปกับการอ่านออก เขียนภาษาไทยได้ 
  • พ.ศ. 2513 ได้เปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ว่า การศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ (Functional Literacy) โดยเน้นการเรียนการสอน เพื่อการแก้ปัญหาของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบ “คิดเป็น” 
  • พ.ศ. 2518 มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ โดยการศึกษาสำรวจสภาพปัญหาของชุมชน แล้วนำมาทำเป็นหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนได้ร่วมกันคิดและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยจัดกลุ่มเป็น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ อนามัย ด้านอาชีพ การเกษตร และด้านสิทธิหน้าที่พลเมือง หลักสูตรนี้ใช้กับผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือซึ่งเป็นคนไทยโดยทั่วไป
 

ระยะแรกดำเนินการ ในลักษณะทดลองใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน โดยใช้รูปแบบครูอาสาสมัครสอนการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จสำหรับชาวเขา เดินทางเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชาวเขาและสอนผู้ใหญ่ในตอนกลางคืน 

ในระยะเวลาทดลองนั้น พบว่า นอกจากครูอาสาสมัครจะสอนผู้ใหญ่ให้รู้หนังสือ ซึ่งส่วนมากเป็นเวลากลางคืนที่ผู้ใหญ่กลับจากการทำงานในไร่ในสวนเสร็จแล้ว ในช่วงเวลากลางวัน ครูอาสาสมัครยังสามารถสอนเด็กที่มีอยู่มากมายในหมู่บ้านได้ด้วย เนื่องจากหมู่บ้านชาวเขาส่วนใหญ่ 90% เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลจากโรงเรียนประถมศึกษา เด็ก ๆ ชาวเขาไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ครูอาสาสมัครซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน จึงเอาเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ในหมู่บ้าน มานั่งเรียนหนังสือในบ้านครู  ที่ชาวบ้านสร้างไว้โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น นอกจากครูอาสาสมัครจะสอนผู้ใหญ่ในตอนกลางคืนและสอนเด็กในตอนกลางวันแล้ว ยังมีครูอาสาสมัครบางคนยังสามารถทำงานพัฒนาชุมชน โดยการประสานงานกับหน่วยงานทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากใช้รูปแบบให้ครูอาสาสมัครเข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มิใช่ใช้วิธีเช้าเข้าไปสอน บ่ายกลับมานอนบ้านในเมือง ครูอาสาสมัครเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน


นอกจากนี้ยังพบว่า มีเด็กชาวเขาอีกเป็นจำนวนมากในหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษา ในหมู่บ้าน ไม่มีโรงเรียน เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กและหมู่บ้านขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีโรงเรียนประถมศึกษา

จากการค้นพบในการทดลองในโครงการการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จสำหรับชาวเขาดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดในการดำเนินการพัฒนา โครงการศูนย์การเรียนเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง :

ผู้เขียน: 
ธนากร หน่อแก้ว ครู สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง:
กรมการศึกษานอกโรงเรียน. (2538). นโยบายการศึกษานอกโรงเรียนสำหรับชุมชนบนพื้นที่สูง. ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ.

ธนากร หน่อแก้วและคณะ. (2561). แนวทางการดำเนินงานศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”  (พิมพ์ครั้งที่ 2). : บอยการพิมพ์.