วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

ประเพณีล้านนา : ประเพณียี่เป็ง

ความหมายของประเพณียี่เป็ง
“ยี่เป็ง” เป็นภาษาล้านนา แยกได้สองคำ คือ
“ยี่” แปลว่า สอง หมายถึงเดือนสองของชาวล้านนา ซึ่งชาวล้านจะนับเดือนแบบจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน เดือนสองของชาวล้านน้าจึงตรงกับเดือนสิบสองของชาวไทยภาคกลาง 
“เป็ง” แปลว่า เพ็ญ หมายถึงคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น ยี่เป็ง จึงหมายถึงวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลาง 
ประเพณียี่เป็ง จึงหมายถึงประเพณีในวันเพ็ญเดือนสองของชาวล้านนา ซึ่งตรงกับเดือนสิบสองของไทยภาคกลาง ซึ่งก็คือประเพณีลอยกระทงแบบล้านนานั้นเอง ถือเป็นประเพณีที่สนุกสนานรื่นเริงของชาวล้านนาในยามฤดูปลายฝนต้นหนาว ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส


ความเชื่อและกิจกรรมประเพณียี่เป็ง
ประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา อยู่บนรากฐานความเชื่อเดียวกับประเพณีลอยกระทงในภูมิภาคของไทย คือ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อขอขมาแม่พระคงคา บูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวล้านนา การเฉลิมฉลองงานประเพณีลอยกระทงแบบล้านนานจะการประดับตกแต่งโคมตามบ้านเรือน จัดซุ้มประตูป่าหรือซุ้มประตูเข้าสู่ปรัมพิธีประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน เข้าวัดทำบุญทำทาน ฟังเทศน์มหาชาติ โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

• ตั้งธรรมหลวง หรือ เทศน์มหาชาติ
การตั้งธรรมหลวง หรือเทศน์มหาชาติ ในอดีตนับเป็นหัวใจหลักของงานยี่เป็ง โดยแบ่งการเทศน์เป็น วันแรกเทศน์ธรรมวัตร วันที่สองเทศน์คาถาพัน ก่อนที่จะเทศน์มหาชาติก็จะเทศน์เรื่องอื่นไปเรื่อย ๆ พอถึงวันสุดท้ายก็จะเทศน์ด้วยคัมภีร์ชื่อ มาลัยต้น มาลัยปลาย และอานิสงส์มหาชาติ รุ่งขึ้นเวลาเช้ามืดก็จะเริ่มเทศน์มหาชาติตั้งแต่กัณฑ์ทศพรเรื่อยไป จนครบทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งมักจะไปเสร็ฐเอาในเวลาทุ่มเศษ แล้ว จะมีการเทศนธรรมพุทธาภิเษกปฐมสมโพธิ สวดมนต์เจ็ดตำนานย่อ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และสวดพุทธาภิเษก ปัจจุบันนิยมเทศน์จบภายในวันเดียว

• การจัดตกแต่งซุ้มประตูป่า 
ก่อนถึงวันยี่เป็น 1-2 วัน ชาวล้านนาจะเตรียมจัดตกแต่งประตูบ้าน ประตูวัด ประตูร้านค้า บริษัท ด้วยซุ้มประตู โดยนำต้นกล้วย ใบมะพร้าว ต้นอ้อย ต้นข่า มาทำซุ้ม ประดับด้วยโคมไฟพื้นเมืองหรือโคมยี่เป็ง และดอกไม้ เช่น ดอกตะล่อม(บานไม่รู้โรย) ดอกคำปู้จู้ (ดาวเรือง) ซึ่งการทำซุ้มประจูนี้เรียกว่า “ประตูป่า” ซึ่งตามความเชื่อของคนล้านนา ประตูป่า คือเครื่องสักการะถวายการต้อนรับพระเวสสันดรครั้งเสด็จออกจากป่าเข้าสู่เมือง ซึ่งปรากฏในเวสสันดรชาดก อันเป็นชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะประสูติเป็นพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจของคนในบ้าน ในบริษัท หรือในชุมชน ที่มาช่วยกันทำและประดับตกแต่งซุ้มประตูให้สวยงาม ในบางพื้นที่จัดให้มีการประกวดประตูป่าด้วย

จุดผางประทีส (ผางประทีป)  
ผางประทีส หรือ ผางประทีป เป็นเครื่องสักการบูชาในพระพุทธศาสนา คำว่า "ผาง" คือภาชนะดินเผาที่มีลักษณะคล้ายถ้วยเล็ก ๆ สำหรับใส่ขี้ผึ้งหรือน้ำมัน และเส้นฝ้ายสำหรับจุดไฟ ส่วน "ประทีส" คือแสงสว่าง การจุดผางประทีสเพื่อเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) และพระศรีอริยะเมตไตร และเชื่อกันว่าเป็นการจุดบูชาเพื่อตอบแทนบุญคุณให้แก่ผู้มีพระคุณ และเป็นการสักการะต่อสรรพสิ่งที่เราได้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ประตูบ้าน กำแพง หน้าต่าง บันได อีกทั้งเชื่อว่าแสงสว่างของประทีปจะช่วยให้เกิดสติปัญญา มีแต่ความเฉลียวฉลาด มีแสงนำทางชีวิตให้มีแต่ความเจริญก้าวหน้า


• จุดบอกไฟ (ดอกไม้ไฟ) ตามธรรมเนียมของชาวล้านนา เมื่อถึงประเพณียี่เป็ง ตามวัดวาอารามต่าง ๆ จะเตรียมกันทำดอกไม้ไฟหรือบอกไฟ เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี จุดบูชาประกอบพิธีเทศน์มหาชาติ และให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกสนานกัน ซึ่งดอกไม้ไฟที่นิยมเล่นกันในช่วงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้ไฟที่มีประกายแสงที่ขาดไม่ได้เลยคือพลุโอ่งหรือที่คนเมืองเรียกกันว่า “บอกไฟน้ำต้น” ด้วยพลุโอ่งมีประกายไฟออกมาเป็นพุ่มสวยงาม บางคนเชื่อว่าจะเมื่อจุดในช่วงยี่เป็ง ช่วยให้ชีวิตรุ่งโรจน์โชติช่วงเหมือนกับประกายไฟของดอกไม้ไฟ

• ปล่อยว่าว (โคมลอย)
ว่าว” ในภาษาล้านนา หมายถึง เครื่องเล่นชนิดหนึ่งทำด้วยกระดาษ สำหรับปล่อยให้ลอยไปตามลม คล้ายกับบอลลูน  ปัจจุบันนิยมเรียกตามภาษาภาคกลางว่า “โคมลอย” 
ตามวัฒนธรรมของล้านนา ในช่วงยี่เป็งจะมีการปล่อยว่าวไฟ หรือ โคมลอย ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการสักการะพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ที่ประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ ต่อมายังเชื่อกันว่าการปล่อยโคมลอยเปรียบเสมือนการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศก ปล่อยเรื่องที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ในช่วงยี่เป็งจะมีการปล่อยว่าว 2 แบบ คือ
  1. ว่าวฮม (ว่าวลม) หรือ โคมควัน เป็นโคมที่นำกระดาษหลายสีมาทำเป็นถุงรับความร้อนจากควันไฟ ใช้ควันไฟที่มีความร้อนอัดเข้าไปในตัวว่าว เรียกว่า “ฮมควัน” เพื่อให้พยุงให้ลอยขึ้นไปในอากาศได้ มี 2 ชนิดคือ ว่าวสี่แจ่ง มีทรงสี่เหลี่ยม และ ว่าวมน ซึ่งมีทรงมน มักจะผูกสายประทัดติดที่หางว่าวและจุดเมื่อปล่อย นิยมปล่อยกันในช่วงกลางวัน

  2. ว่าวไฟ หรือ โคมไฟ นิยมจุดในตอนกลางคืน ใช้หลักการเดียวกันกับการทำว่าวฮม แต่ใช้กระดาษน้อยกว่าและอาศัยความร้อนจากลูกไฟที่ผูกติดกับแกนกลาง ทำให้ว่าวลอยขึ้นสู่อากาศ ลูกไฟที่ผูกติดแกนกลางนั้น ปัจจุบันนิยมใช้กระดาษชำระชุบขี้ผึ้งเทียน

• โคมยี่เป็ง 
ในช่วงก่อนจะถึงวันยี่เป็ง จะมีการประดิษฐ์โคมรูปลักษณะต่าง ๆ  เพื่อเตรียมใช้ในการจุดผางประทีปบูชา โดยการแขวนใส่ค้างโคมบูชาตามพระธาตุเจดีย์ แขวนไว้หน้าวิหาร กลางวิหาร ในปัจจุบันนิยมแขวนประดับตกแต่งตามอาคารบ้านเรือนด้วย ซึ่งโคมกลางวัน นิยมทำด้วยกระดาษที่มีสีสันสะดุดตา ส่วนโคมกลางคืน จะเป็นกระดาษขาว เพื่อให้แลเห็นความสว่างไสวของแสงไฟที่จุดในโคมมีหลากหลายรูปแบบ หลายรูปทรง เช่น โคมรังมดส้ม โคมไห โคมกระจัง โคมดาว โคมกระบอก โคมเงี้ยว (โคมเพชร) โคมหูกระต่าย โคมผัด โคมแอว โคมญี่ปุ่น ฯลฯ 



• ล่องสะเปา ในอดีตชาวล้านนาไม่นิยมลอยกระทง แต่นิยมล่องสะเปา หรือไหลเรือสำเภา โดยชาวบ้านช่วยกันทำสะเปาที่วัด เป็นรูปเรือลำใหญ่ วางบนแพไม้ไผ่ และนำสะตวง พร้อมด้วยข้าวของต่างๆ ทั้งหม้อ ไห เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ใส่ลงไปในสะเปา ในช่วงหัวค่ำของวันยี่เป็ง จึงพากันหามสะเปา พร้อมแห่ด้วยฆ้องกลองจากวัดไปลอยที่แม่น้ำ และทำพิธีเวนทานที่ท่าน้ำก่อนปล่อยสะเปาลอยลงไป ขณะที่สะเปาลอยไปได้ระยะหนึ่ง จะมีคนยากจนคอยดักรอสะเปากลางแม่น้ำ เพื่อนำเอาของอุปโภคต่างๆมาใช้อุปโภคและบริโภค จึงเป็นการบริจาคทานแบบหนึ่ง 


ส่วนการลอยกระทง รับมาจากภาคกลางในช่วงหลัง โดยเจ้าดารารัศมี พระราชชายา เป็นผู้ที่ริเริ่มการลอยกระทงที่เชียงใหม่เป็นคนแรก ในช่วง พ.ศ.2460-2470 โดยจุดเทียนบนกาบมะพร้าวทำเป็นรูปเรือเล็ก หรือรูปหงส์ และใช้ท่อนไม้ปอทำเป็นรูปเรือ 

หลังจากที่การลอยกระทงกลายเป็นประเพณีที่คนไทยทั่วทุกภูมิภาคนิยมปฏิบัติกัน ความเชื่อบางอย่างก็สืบทอดกันต่อมาด้วยเช่นกัน เช่น การตัดผมและเล็บใส่ในกระทง เพื่อเป็นการลอยเคราะห์โศกโชคร้ายต่างๆ ไปกับกระแสน้ำ บางคนก็นิยมใส่เหรียญหรือเงินลงไปในกระทง เพราะเชื่อว่าการให้ทานจะช่วยให้คำอธิษฐานสมหวัง 

กิจกรรมในประเพณียี่เป็ง
ประเพณีปฏิบัติของชาวล้านนาในเทศกาลยี่เป็ง ช่วงเช้าจะเข้าวัดทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว ตกแต่งสถานที่ด้วย ซุ้มประตูป่า ประดับไฟสีต่าง ๆ ตอนหัวค่ำ ไปบูชาเทียนพระประธานในวิหารโบสถ์เพื่อสืบชะตา รับโชค และสะเดาะเคราะห์ โดยเทียนนี้จะใช้ไส้เทียนเท่าอายุของตัวเองหรืออาจจะเผื่อไว้เล็กน้อย กระดาษสาที่เขียนคาถา วันเดือนปีเกิดของคนๆ นั้น  เมื่อกลับมาบ้านก็จะจุดบูชาพระพุทธรูปที่บ้าน จุดประทีบหน้าบ้าน จุดดอกไม้ไฟ ปล่อยโคมลอย
• ช่วงเช้า
เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณตีห้าของวันยี่เป็ง มีการถวายข้าวมธุปายาส โดยนำไปถวายหน้าพระประธาน โดยมีปู่อาจารย์กล่าวคำสังเวย บูชาพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วประเคนพระพุทธรูปเป็นเสร็จพิธี
หลังจากนั้น เวลาประมาณ 16.00 น. ทานขันข้าว อุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ตาย บรรพบุรุษ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 07.00 น.จะพากันนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ในขันแก้วทั้งสาม เมื่อพระสงฆ์ขึ้นบนวิหาร พ่ออาจารย์จะนำไหว้พระรับศีล และกว่าคำเวนทานเดือนยี่เป็ง ช่วงสาย ๆ พระเณรและเด็ก ๆช่วยกันปล่อยโคม “ว่าวฮม” ลอยขึ้นฟ้า เพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์
 • ช่วงกลางวัน
ถวายคัมภีร์ธัมม์ชะตา ปีเกิด หรือเดือนเกิด วันเกิด และนิมนต์พระสงฆ์เทศน์ให้ฟังที่วัด หรือบางวัดอาจมีการเทศน์มหาชาติ หรือบางวัดมีการทำสะเปาเพื่อเตรียมแห่ไปลอยที่แม่น้ำใหญ่ในตอนค่ำ
• ช่วงค่ำ
นำขันข้าวตอกดอกไม้ และผางประทีสไปวัดเพื่อบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ และพระรัตนตรัย พระสงฆ์จะเทศน์ธัมม์ อานิสงส์ผางประทีส และจุดประทีปโคมไฟ ทั่วบริเวณวัด จุดบอกไฟ เป็นพุทธบูชา หลังเสร็จสิ้นการทำบุญที่วัดแล้ว กลับมาบ้านบูชาผางประทีสตามประตูบ้าน บ่อน้ำ ครัวไฟ หม้อน้ำ ยุ้งข้าว ฯลฯ และปล่อยโคมไฟ “ว่าวไฟ” อย่างสนุกสนาน ฟังเทศน์มหาชาติ บางแห่งที่มีการทำสะเปา จะมีการแห่ขบวนสะเปาไปลอยที่แม่น้ำใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนั้น

ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ งานประเพณียี่เป็งจะมีสามวันคือ
- วันขึ้นสิบสามค่ำ เรียกว่า วันดา จะเป็นวันสำหรับการซื้อของตระเตรียมสิ่งต่างๆ ไปทำบุญที่วัด
- วันขึ้นสิบสี่ค่ำ จะไปทำบุญกันที่วัด พร้อมทำกระทงใหญ่ไว้ที่วัดและนำของกินมาใส่กระทงเพื่อทำทานให้แก่คนยากจน
- วันขึ้นสิบห้าค่ำ จะนำกระทงใหญ่ที่วัด และกระทงเล็กส่วนตัวไปลอยในลำน้ำ

เขียน/เรียบเรียง :
นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง :
ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2555). ประเพณีล้านนา : ประเพณียี่เป็ง. สืบค้น 9 พฤษภาคม 2562, จาก https.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/yeepeng.php

ประเพณียี่เป็ง ล้านนา. สืบค้น 10 กันยายน 2561, จาก http://www.topchiangmai.com/culture/ประเพณียี่เป็ง-ล้านนา/

หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่. (2559). ประเพณียี่เป็ง. สืบค้น 15 พฤษภาคม 2561, จาก http://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/ข่าวประชาสัมพันธ์/2016-12-14-02-56-05/item/ประเพณียี่เป็ง.html

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

เห็ดถอบ...เมื่อฝนพร่างพรม อาหารพลันอุดมสมบูรณ์


เมื่อพระอาทิตย์ชักรถทรงห่างไกลออกจากโลกไปแม้จะเล็กน้อย สายลมเย็นพลิ้วไหวพัดพาก้อนเฆมน้อยลอยมา ฤดูกาลผันผ่านจากฤดูร้อนที่สุด เข้าสู่วัสสานะฤดู (ฤดูฝน) เมื่อสายฝนเริ่มปรอยปรายลงมา อาหารป่าหรือของอร่อย ๆ แบบบ้าน ๆ ก็เริ่มทยอยถูกนำออกถึงมือผู้บริโภค และช่วงฤดูกาลนี้เป็นช่วงฤดูกาลของเห็ดพื้นเมืองของภาคเหนือชนิดหนึ่ง ซึ่งจะออกมากในช่วงต้นฤดูฝน ชาวบ้านเรียก “เห็ดถอบ” ซึ่งเป็นชื่อพื้นถิ่นของภาคเหนือ แต่ชาวภาคกลางหรือภาคอื่น ๆ จะเรียกว่า “เห็ดเผาะ”

เห็ดถอบนี้จะออกมากตามป่าตึง หรือป่าที่มีต้นใบตองตึง (พลวง) ขึ้นอยู่ และชอบอยู่บริเวณดินทราย ออกอยู่ตามใต้พื้นดินมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ เล็กๆ เหมือนก้อนหินรูปกลม ๆ มน ๆ อยู่ใต้ผิวดิน และจะค่อย ๆ ดันผิวดินจนปริแตกออกมา


ชาวบ้านนิยมใช้วิธีเดินขึ้นดอยไปเก็บเห็ด โดยจอดรถไว้บริเวณเชิงดอยหรือตีนเขา แล้วเดินเท้าขึ้นไปโดยมีน้ำดื่ม เสบียงอาหาร ตะขอเหล็กขนาดเหมาะมือ และยาทากันยุงพกพาไปด้วย การมองหาเห็ดถอบจะสังเกตผิวดินที่ปริแตกนูนขึ้นเล็กน้อย ก็จะใช้ตะขอเหล็กขูด ๆ เขี่ยดินออกเบา ๆ จะพบเห็ดแอบซ่อนอยู่ใต้ดินเห็ดมักจะออกเป็นกลุ่มกระจายบนพื้นดินค่ะ  และจะกลับลงมาในตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ หรือเมื่อได้เห็ดตามต้องการ 


ช่วงต้นฤดูกาลเห็ดชนิดนี้จะอ่อน หอม อร่อยและมีราคาแพงมาก ปีนี้ราคาสูงขึ้นถึงลิตรละ 350 – 370 บาท (ลิตรตวงข้าวสาร) หรือ กิโลกรัมละ ๔๕๐ – ๕๐๐ บาท และราคาจะเริ่มถูกลงเมื่อมีเห็ดออกสู่ตลาดมากขึ้น และเห็ดจะเริ่มแก่คือมีเปลือกเหนียวและข้างในเป็นสีดำ โดยที่เห็ดปลายฤดูก็จะผสมไปด้วยเห็ดแก่ ๆ อ่อนสลับกันไป


เห็ดถอบสามารถใช้ปรุงอาหารได้หลายเมนู เช่น ต้มใส่ใบมะขามอ่อนทุบตะไคร้ลงไปโรยเกลือเล็กน้อย มือ ให้รสเปรี้ยวนำเค็มตาม เมนูนี้รับประทานคู่กับน้ำพริกกะปิจะยิ่งอร่อยขึ้น บางคนชอบผัดใส่หมูสามชั้น พริกดอกใหญ่ และใบโหระพา หรือนำไปใส่ในแกงอ่อม แกงเผ็ด หรือต้มใส่เกลือจิ้มน้ำพริกข่าป่น ๆ หรือจะเป็นน้ำพริกตาแดง น้ำพริกอื่น ๆ ตามอัธยาศัยค่ะ

สำหรับเมนูที่จะแนะนำในวันนี้ เป็นเมนูอาหารพื้นเมืองเหนือ อีกแมนู คือ ตำมะถั่วมะเขือใส่เห็ดถอบ 

ตำมะถั่วมะเขือใส่เห็ดถอบ
วัตถุดิบ
  1. เห็ดถอบ(ต้ม)
  2. ถั่วฝักยาว
  3. มะเขืออ่อน
  4. มะเขือพวง
  5. ใบสะระแหน่
  6. ต้นหอมผักชี
  7. กระเทียม (แบ่งสำหรับเผา และเจียวโรยหน้า)
  8. หอมแดง
  9. พริกดอกใหญ่
  10. พริกแห้ง (พริกขี้หนู)
  11.  หมูสับ
เครื่องปรุง
  1. เกลือ
  2. ปลาร้า
  3. น้ำปลา
วิธีทำ
  1. ล้างผัก และนำเห็ดมาแช่น้ำแล้วล้างขัดให้สะอาด เด็ดมะเขือพวงเตรียมไว้
  2. ต้มน้ำให้เดือด นำถั่วฝักยาว มะเขือ มะเขือพวง มาลวกให้สุก แล้วซอยหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พักไว้
  3. ต้มเห็ดโดยเหยาะเกลือลงไปเล็กน้อย เมื่อสุกแล้วนำมาหั่นชิ้นเล็ก ๆ พักไว้


  4. เจียวกระเทียม และทอดพริกขี้หนูแห้งเตรียมไว้ 
  5. ย่างหรือคั่วกระเทียม หอมแดง พริกดอกใหญ่ ให้สุกหอม แล้วแกะลอกเปลือกออก แล้วนำมาตำพอหยาบ ๆ เติมเกลือ น้ำปลาร้าต้มสุกเล็กน้อย
  6. ใส่ถั่วฝักยาว มะเขือ มะเขือพวง และเห็ดถอบสุก ที่หั่นไว้แล้วลงไปตำให้เข้ากัน
  7. เจียวกระเทียม นำหมูสับลงไปผัดให้สุก แล้วนำเครื่องที่ตำไว้ลงผัดให้สุก เติมน้ำปลาปรุงรสตามชอบ
  8. ตักใส่จานโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว ต้นหอมผักชี ใบสะระแหน่และพริกขี้หนูทอด


เขียน/เรียบเรียง :
จิตราภรณ์ เทวะนา บรรณารักษ์ชำนาญการ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดลำปาง

ก๋องปู่จา (กลองปู่จา กลองบูชา)

วิถีชีวิตของชาวล้านนาผูกพันกับเสียงกลองมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เสียงกลองเป็นสัญญาณแจ้งเหตุเวลามีข้าศึกมารุกราน เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาตลอดไปจนถึงงานเฉลิมฉลอง การละเล่นบันเทิง จังหวะการตีกลองนั้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสัญญาณที่จะแจ้งให้ทราบว่าบอกเหตุอะไรความสำคัญของกลอง ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมจาก “หอกลอง” หรือ “โรงกลอง” ตามวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ

“ก๋องปู่จา” เป็นภาษาคำเมือง ส่วนคำว่า “กลองปู่จา” หรือ “กลองบูชา” เป็นภาษาเขียนในเขตภาคเหนือตอนบน เป็นกลองโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งได้มีการพัฒนารูปร่างและลักษณะการตีของกลองมาอย่างต่อเนื่อง โดยจากกลองใบใหญ่ใบเดียวที่ใช้ตีเป็นเครื่องส่งสัญญาณในการโจมตีศัตรูของกองทัพในเวลาสงคราม ตีส่งสัญญาณบอกข่าวแก่ชุมชน ใช้เป็นเครื่องดนตรีมหรสพ เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ มีจังหวะการตีเรียกว่า “สะบัดชัย” กลองชนิดนี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กลองสะบัดชัย” เมื่อไม่มีการรบทัพจับศึก ก็ได้พัฒนาทั้งรูปร่างลักษณะจังหวะการตี และนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา จึงเรียกว่า “ก๋องปู่จา” “กลองปู่จา” หรือ “กลองบูชา” ต่อมาได้พัฒนาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การตีเพื่อให้เกิดความบันเทิงความสนุกสนาน ตามงานบันเทิงต่าง ๆ สามารถพบเห็นได้ในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป

การตีกลองปู่จางานสืบสานตำนานไทลื้อ ที่วัดพระธาตุสบแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นมาของ ก๋องปู่จา
ก๋องปู่จา หรือ กลองปู่จา ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีตั้งแต่เมื่อใด มีความเชื่อที่มีการเล่าขานกันต่อมาจากตำนานต้นกำเนิดของกลองบูชา ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อเรื่อง พระอินทร์ยักษ์ ความชั่วร้าย และแนวคิดทางศาสนา อยู่ 2 ตำนาน ที่มีความคล้ายคลึงกัน คือ ตำนานเรื่อง ยักษ์ตาทิพย์กับพระอินทร์ และเรื่องยักษ์ตาทิพย์กับนางคาก๋อง (กลอง) โดยทั้ง 2 เรื่อง เป็นการกล่าวถึงยักษ์ตนหนึ่งที่ลงมากินเนื้อมนุษย์ในช่วงเวลาทุก 7 วัน และพระอินทร์เนรมิตกลองใบใหญ่เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นภัยจากยักษ์ ชาวบ้านจึงพากันยกกลองนั้นมาตั้งไว้บูชาเป็นมงคลของเมืองตลอดมา ในอดีตต้องตีกลองทุก 3 วัน 7 วัน เพราะหากไม่ตีกลองจะทำให้ยักษ์มากินบ้านกินเมือง และกินคนในหมู่บ้าน ซึ่งได้ถือกันต่อมาว่าจะต้องตีกลองทุกวันพระหรือเทศกาลต่าง ๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้ปฏิบัติกิจในวันพระหรือในเทศกาลที่จัดขึ้น

ลักษณะของ “ก๋องปู่จา”
ก๋องปู่จา เป็นกลองในตำนานประวัติศาสตร์พื้นบ้านภาคเหนือ เป็นเครื่องดนตรีชนิดเครื่องกระทบ ประเภทเครื่องหนัง ใช้ตีบรรเลงด้วยท่อนไม้ หรือค้อนไม้ตีกลอง มักพบเห็นแขวนหรือวางอยู่บนหอกลองหรือศาลาตามวัดต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน

ก๋องปู่จา มีลักษณะเป็นกลองชุม คือ มีกลองขนาดต่าง ๆ รวมกัน ประกอบด้วยกลองขนาดใหญ่ 1 ใบเรียกว่า“กลองหลวง” หรือบางท้องที่เรียกว่า “กลองตึ้ง” และกลองบริวาร เป็นกลองเล็กเรียว่า “กลองลูกตุ๊บ” อีกก 3 ใบ สำหรับไล่เสียง
  • กลองหลวง หรือ กลองใบใหญ่ มีลักษณะเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ตัวกลองใช้ไม้จริง เช่น ไม้สัก ไม้ขนุน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ชิงชัน ขุดเป็นโพรงขึ้นหน้าด้วยหนัง ใช้หมุดไม้หรือภาษาพื้นบ้านเรียกว่าแส้ เป็นตัวขึงหนังหน้ากลองให้ตึง หน้ากว้างประมาณ 90 ซ.ม. ขึ้นไป ยาวประมาณ 1.5 เมตร ขนาดไม่แน่นอนแล้วแต่ไม้ที่ทำ ก่อนหุ้มกลองต้องทำการบรรจุหัวใจกลองไว้ข้างในตัวกลอง แล้วจึงหุ้มกลองด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ใช้น้ำเต้าแห้งลงอักขระโบราณ คาถาเมตตามหานิยม ผ้ายันต์และของมีค่าที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ บรรจุรวมลงไปในน้ำเต้า นำไปแขวนไว้ในตัวกลองใบใหญ่ 
  • กลองลูกตุ๊บ หรือกลองใบเล็กอีก 3 ใบ ทำเหมือนกับกลองใบใหญ่ แต่ข้างในตัวกลองไม่มีการบรรจุหัวใจกลอง มีขนาดหน้ากว้าง 12-18 นิ้ว ความยาวของกลองลูกตุ๊บ 18-24 นิ้ว
ลักษณะการจัดวางรูปแบบกลองบูชา 
การวางก๋องปูจา จะวางกลองลูกตุ๊บใช้เรียงซ้อนกันข้างล่าง 2 ใบ และข้างบน 1 ใบ วางไว้ทางซ้ายกลองแม่หรือกลองใหญ่ ถ้าเห็นกลองลูกตุ๊บวางซ้อนกันไว้ด้านขวากลองใหญ่จะใช้วิธีการตีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “กลองจัยมงคล”
การวางกลองลูกตุ๊บ มี 3 ลักษณะดังนี้
1) วางกลองลูกตุ๊บไว้ด้านขวากลองใหญ่ซ้อนเป็นรูปสามเหลี่ยม
2) วางกลองลูกตุ๊บไว้ด้านซ้ายกลองใหญ่ซ้อนเป็นรูปสามเหลี่ยม
3) วางกลองลูกตุ๊บไว้ด้านข้างซ้ายกลองใหญ่เป็นรูปแนวนอน

การตีก๋องปู่จา ในโอกาสต่าง ๆ
ในอดีต การตีก๋องปู่จามี 3 เหตุผลสำคัญ คือ ตีบอกเหตุเมื่อยามเกิดศึกสงคราม ตีในงานเฉลิมฉลอง และตีในพิธีศาสนกิจ เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่า ก๋องปู่จาเป็นของสูง ฉะนั้น จะนำมาตีเป็นการเล่นประกอบการฟ้อนรำไม่ได้ ทำให้มีการนำกลองปูจาออกมาตีน้อยลงและจำกัดเฉพาะที่ ปัจจุบันจึงมีผู้นำกลองปูจาออกมาแสดงในงานต่าง ๆ บ้าง โดยใช้วิธีไม่บรรจุหัวใจกลอง เพื่อจะได้สามารถนำเสียงของกลองมาประกอบการฟ้อนรำและการแสดงได้ โดยไม่ขัดกับขนบประเพณีโบราณแต่อย่างไร
ปัจจุบันการ มักตีในโอกาส ดังนี้
  1. ตีเป็นสัญญาณของการทำบุญ การตีกลองบูชานั้นตีเพื่อเป็นพุทธบูชา ในคืนวันโกนหรือคืนก่อนวันพระ วันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำหรือ 14 ค่ำ ในเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่า วันรุ่งขึ้นเป็นวันพระ เพื่อที่สาธุชนจะได้เตรียมตัวในการปฏิบัติตนงดเว้นจากอบายมุข ทำตนเองให้สะอาดโดยการถือศีล ทำความดี ละเว้นจากความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส และเตรียมไปทำบุญที่วัด
  2. ตีในวันพระ การตีกลองบูชาเป็นระยะ ๆ นั้น ชาวบ้านที่ไม่ได้ทำบุญหรือฟังเทศน์ เสียงกลองบูชาจะทำให้ชาวบ้านได้ทราบถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทราบว่า การเทศนาธรรมได้จบแล้วหรือเวลาทำวัตรเย็น เป็นต้น สาธุชนเมื่อได้ยินเสียงกลองบูชาก็จะยกมือโมทนาสาธุกับนักศีลนักบุญในวัดไปด้วย
  3. ใช้เป็นสัญญาณตีบอกเหตุ ให้มวลชนในหมู่บ้านได้ทราบ เช่น นัดหมายประชุม นัดหมายเข้าขบวนเคลื่อนครัวทาน แจ้งเหตุร้าย
  4. ใช้ตีเป็นกลองไชย เป็นการฉลองชัย ฉลองความสำเร็จ แสดงความยินดีเมื่ออาคันตุกะมาเยี่ยม เช่น ขบวนแห่ผ้าป่า ขบวนกฐิน ขบวนครัวทาน หรือตีแสดงความปีติเมื่อพระท่านให้พรเสร็จแล้ว
ก๋องปู่จา จะพบเห็นได้มากในภาคเหนือตอนบน เช่น แพร่ พะเยา เชียงราย ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และ น่าน  ในปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนบน ได้มีการส่งเสริม รักษา และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้ดำรงสืบไป โดยจัดกิจกรรม เช่น การประกวดแข่งขันการตีกลองปู่จา ของจังหวัดลำปาง ซึ่งจะจัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และ การแข่งขันตีกลองปู่จา ในงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ ของจังหวัดแพร่ ในเดือนมีนาคม เป็นต้น

การแข่งขันตีกลองปู่จา ในงานประเพณีสลุงหลวงกลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง
ภาพจาก Lampang13 News Online : http://www.lampang13.com

การแข่งขันตีกลองปู่จา ในงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
ภาพจาก : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ http://thainews.prd.go.th


เขียน/เรียบเรียง :
นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง :
เชียงใหม่นิวส์. (2562, 4 กุมภาพันธุ์). “ก๋องปู่จา” มรดกของชาวล้านนาที่กำลังจะหายไป. เชียงใหม่นิวส์. สืบค้น 20 มิถุนายน 2562 จาก https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/907338

พรสวรรค์ จันทะวงศ์ (2558). กลองบูชาในสังคมและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ (รายงานผลการวิจัย). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. 

ประเพณีล้านนา : ประเพณีบูชาเสาอินทขิล (ใส่ขันดอก)

ประเพณีบูชาเสาอินทขิล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่จัดเป็นประจำทุกปีโดยจัดขึ้นในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนมิถุนายน ชาวบ้านยึดเอาประเพณีการเข้าอินทขิลหรือการทำพิธีสักการะบูชาเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 วัน โดยเริ่มในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ และเสร็จพิธีหรือออกพิธีในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ประเพณีบูชาเสาอินทขิลนี้จัดขึ้นที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับความเป็นมาของจังหวัดเชียงใหม่

งานประเพณีบูชาเสาอินทขิล วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ 
ภาพจาก : https://library.mju.ac.th

ความเป็นมา
เสาอินทขิล เป็นเสาหลักเมืองที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ เป็นที่เคารพสักการะและนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รวมวิญญาณของชาวเมืองและบรรพบุรุษในอดีต ถือเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งมีการทำพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิลเป็นประจำทุกปี 

ในปี พ.ศ.1839 พระเจ้ามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ได้ทรงสร้างเสาอินทขิลขึ้นเมื่อครั้งสถาปนาราชธานี "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" แรกสร้างตั้งอยู่วัดสะดือเมือง (วัดอินทขิล) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า

เมื่อปี พ.ศ.1934 พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังรายซึ่งครองราชอาณาจักรล้านนาไทย ได้ทรงสร้างวัดเจดีย์หลวงและพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้น 

ครั้นต่อมาในสมัยของพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 1 วงศ์ทิพจักร ราวปี พ.ศ. 2343 ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวงและได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมื่อปี และพระองค์โปรดฯ ให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์และฤาษี ไว้พร้อมกับเสาอินทขิลนั้นด้วยเพื่อให้ประชาชนชาวเมืองได้สักการะบูชา และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา

หออินทขิล ภาพจาก : https://www.thainorthtour.com 

เสาอินทขิล

เสาอินทขิลได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้ง โดยสร้างครั้งแรกทำด้วยหิน สร้างครั้งที่สองทำด้วยอิฐก่อโบกปูน เสาอินทขิลปัจจุบันก็สร้างด้วยอิฐโบกปูนประดับลวดลายติดกระจกสี ปัจจุบันตั้งอยู่กึ่งกลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนา เป็นเสาอิฐก่อสอปูนติดกระจกสีรอบเสาวัดได้สูง 2.27.5 เมตร วัดรอบโคนเสาได้ 5.67 เมตร รอบปลายเสา 3.4 เมตร มีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ที่พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวง เมื่อปี 2514 ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก เหนือเสาอินทขิลให้ได้สักการบูชาคู่กับหลักเมืองด้วย 

งานประเพณีบูชาเสาอินทขิล จะอัญเชิญพระพุทธรูป พระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัย แบบสิงห์ 2 หน้าตักกว้าง 63 ซม.สูง 87 ซม. ของวัดช่างแต้ม มาประดิษฐานบนรถแห่ไปตามถนนสายต่าง ๆ ทั่วเมืองเชียงใหม่ แล้วก็อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในซุ้มบุษบกหน้าพระวิหารหลวง เพื่อให้ชาวเมืองบูชาคู่กับเสาอินทขิล และยามค่ำคืนจะมีการละเล่นพื้นเมืองศิลปะพื้นบ้านสมโภชบูชาตลอดงาน

กิจกรรมในประเพณีเข้าอินทขิล ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม คือ
1. พิธีบูชาเสาอินทขิล 
พิธีนี้กระทำโดยการจุดธูปเทียน บูชาเสาอินทขิล บูชาต้นยางหลวง บูชากุมภัณฑ์ฤาษี 2 ตน และการบูชาช้าง 8 ตัว ในวัดเจดีย์หลวง ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น

2. พิธีใส่ขันดอก 
เป็นพิธีที่กระทำต่อจากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ ที่ตนเตรียมมา ไปวาง ในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ การถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่เสาอินทขิล กุมภัณฑ์ฤาษี และพระรัตนตรัย
ภาพจาก : เชียงใหม่นิวส์ https://www.chiangmainews.co.th

3. การใส่บาตรพระประจำวันเกิด 
นอกจากเปิดวิหารอินทขิล จัดพานรับดอกไม้แล้ว ทางวัดยังได้จัดเตรียมบาตร วางไว้หน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน เพื่อให้ประชาชนทำบุญตามวันเกิด คือ 
  • วันอาทิตย์ - พระพุทธรูปปางถวายเนตร
  • วันจันทร์ - พระพุทธรูปปางห้ามญาติ
  • วันอังคาร - พระพุทธรูปปางไสยาสน์
  • วันพุธ - พุทธรูปปางอุ้มบาตร
  • วันพฤหัสบดี - พระพุทธรูปปางขัดสมาธิ
  • วันศุกร์ - พระพุทธรูปปางรำพึง
  • วันเสาร์ - พระพุทธรูปปางนาคปรก
4. พิธีสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า 
พระเจ้าฝนแสนห่า คือ พระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัย แบบสิงห์ 2 หน้าตักกว้าง 63 ซม.สูง 87 ซม. ปซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม ใกล้ ๆ กับวัดเจดีย์หลวง ชาวเชียงใหม่เชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เทศบาลนครเชียงใหม่จึงอาราธนามาประดิษฐานบนรถแห่ไปตามถนนสำคัญในเมืองให้ประชาชนสรงน้ำในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเริ่มงานประเพณี หลังจากนั้นก็นำมาประดิษฐานไว้วงเวียนหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง ทุกวันตลอดงานพิธีเข้าอินทขิล เพื่อให้ประชาชนที่ไปร่วมงาน ได้สรงน้ำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้อย่างทั่วถึง

ภาพจาก : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ http://thainews.prd.go.th

5. พิธีสืบชะตาเมือง 
พิธีสืบชะตาเมือง เป็นพิธีที่กระทำหลังจากสิ้นสุดการบูชาเสาอิทขิลแล้วระยะหนึ่ง แต่ก็ยังคงอยู่ในช่วงครึ่งแรก ของเดือน 9 เหนือ ประเพณีมีขึ้นเนื่องจากเมืองเชียงใหม่สร้างชื้นตามหลักโหราศาสตร์และการเลือกชัยภูมิ ตลอดจนมหาทักษาเพื่อให้ได้ชัยภูมิ เวลา และฤกษ์ที่เป็นมงคลอันจะบันดาลให้เมืองเจริญรุ่งเรืองสืบไป อย่างไรก็ตามเมื่อวันเวลาผ่านไป ย่อมมีบางช่วงที่ดวงเมืองเบี่ยงเบนตามลัคนา การทำบุญสืบชะตาเมืองจะช่วยให้เคราะห์ร้ายลดลงและสถานการณ์ต่าง ๆ กลับดีขึ้น
พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ จะกระทำในตัวเมือง 10 แห่ง คือกลางเวียง อันเคยเป็นสะดือเมือง ประตูทั้ง 5 ประตู และแจ่งเวียง (มุมเมือง) ทั้ง 4 แจ่ง เมื่อมีพระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์มาประดิษฐาน ที่หน้าศาลากลางเก่า ตั้งแต่ พ.ศ.2526 การทำพิธีสืบชะตา ณ กลางเวียง ก็กระทำที่บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยมีพระสงฆ์ 9 รูป  ส่วนประตูเมืองและแจ่งอีก 9 แห่งมีพระสงฆ์แห่งละ 11 รูป รวมทั้งสิ้นเป็น 108 รูป เท่ากับ จำนวน 108 มงคลในลัทธิพราหมณ์ และเท่ากับ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ รวม 108 ประการเช่นกัน

เรียบเรียง :
นัชรี อุ่มบางตลาด  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง :
ศูนย์สารสนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประเพณีบูชาเสาอินทขิล. สืบค้น 20 พฤษภาคม 2562, จาก http://library.cmu.ac.th/ntic/knowledge_show.php?docid=23

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562

ประเพณีล้านนา : สืบชะตา

การสืบชะตา หรือ สืบชาตา เป็นพิธีกรรมที่ชาวล้านนานิยมทำในโอกาสต่าง ๆ เพื่อต่อดวงชะตาหรือต่ออายุให้ยืนยาว ให้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยทั้งหลาย และเพื่อความเป็นสิริมงคลทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป พิธีสืบชะตาเป็นพิธีใหญ่ที่ต้องอาศัยคนและเครื่องประกอบพิธีจำนวนมาก อาจจัดทำพิธีสืบชะตาขึ้นโดยเฉพาะ หรือจัดร่วมกับพิธีอื่น ๆ ก็ได้ เช่นกัน


การสืบชะตาสามารถจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาให้แก่คนทั้งที่เป็นฆราวาสหรือภิกษุ หรือสืบชะตาหมู่บ้าน เมือง แม้กระทั่งยุ้งข้าวหรือเหมืองฝายก็ได้ การสืบชะตาแต่ละสิ่งอาจมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งประเพณีการสืบชะตาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในศาสนาพุทธ ฮินดู หรือพราหมณ์ และเรื่องผีสางเทวดา ประเพณีสืบชะตาไม่เพียงปรากฏแพร่หลายในภาคเหนือของไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสังคมของคนไทยใหญ่ ยอง และเขิน บริเวณรัฐฉานของพม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าในตอนเหนือของไทยด้วย

ประเพณีสืบชาตาที่นิยมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. สืบชะตาคน
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเป็นสิริมงคลนับเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำกันในหลายโอกาส เช่น เนื่องในวัดเกิด วันเกิดครบรอบ (24 ปี 36 ปี 48 ปี 60 ปี 72 ปี) ได้รับยศศักดิ์หรือตำแหน่งสูงขึ้น วันขึ้นบ้านใหม่ ย้ายที่อยู่ใหม่ บางครั้งเกิดเจ็บป่วย เมื่อมีหมอ(หมอดู) ทายทักว่าชะตาไม่ดี ชะตาขาดควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ และสืบชะตาต่ออายุเสีย จะทำให้คลาดแคล้วจากโรคภัย และอยู่ด้วยความสวัสดีต่อไป


การสืบชะตาคนนี้ วิธีการสืบชะตามีเครื่องพิธีคล้ายคลึงกัน อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในเครื่องพิธีบางอย่าง และชื่อของเครื่องในพิธีเท่านั้น สถานที่จะจัดทำพิธีสืบชะตาจะทำในห้องโถง หากเป็นวัดก็จะจัดในพระวิหาร หรือที่ “หน้าวาง” คือห้องรับแขกของเจ้าอาวาส ถ้าเป็นบ้านก็จัดทำ “บนเติ๋น” คือห้องรับแขก ซึ่งต้องใช้ห้องกว้าง เพราะให้เพียงพอสำหรับแขกที่มาร่วมงาน หากเป็นวัดก็มีพระภิกษุสามเณรรวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ถ้าเป็นบ้านก็ต้อนรับญาติมิตรแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน แขกที่มาร่วมงานนี้โดยมากจะเป็นญาติพี่น้องลูกหลาน บางครั้งก็มีผู้สนิทสนมคุ้นเคยมาร่วมด้วย

2. ประเพณีสืบชะตาบ้าน 
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้จะขับไล่สิ่งที่อัปมงคลในหมู่บ้าน และเพื่อให้เกิดมงคลแก่หมู่บ้านนั้น ๆ  ซึ่งตามความเชื่อของชาวล้านส่วนมากคิดว่าบ้านที่ตั้งมาตามฤกษ์ยามวันดีวันเสียนั้น มีเวลาที่ราหูมฤตยูเข้ามาทับเบียดเบียนทำให้ชะตาบ้านขาดลง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในบ้านนั้นประสบความเดือดร้อนเจ็บป่วยกันไปทั่วในหมู่บ้าน ในกรณีที่มีคนตายติด ๆ กันในหมู่บ้านเกิน 3 คน ขึ้นไปในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ชาวบ้านถือว่าอุบาทว์ตกลงมาสู่บ้าน หรือชาวบ้านถือเป็นเรื่อง “ขึดบ้าน ขึดเรือน” จะทำพิธีขจัดปัดเป่า เรียกว่า สืบชะตาบ้าน

ในปีหนึ่งมักจะจัดให้มีการสืบชะตาบ้านหนึ่งครั้ง และมักจะทำก่อนเข้าพรรษา บางแห่งก็ทำในวันปากปี ปากเดือน ปากวัน ได้แก่วันที่ 16, 17, 18 เมษายน ชาวบ้านจะกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งสืบชะตาบ้าน เพื่อให้เกิดความสวัสดีแก่ประชาชนภายในหมู่บ้านของตน
การทำพิธีสืบชะตาบ้านจะทำกันที่ “หอเสื้อบ้าน” ซึ่งเป็นหอที่ประชาชนสร้างขึ้นไว้ใกล้ ๆ กับ “ใจบ้าน” หรือเสาหลักของหมู่บ้าน หอเสื้อบ้านนี้เชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตขิงดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้ก่อสร้างหมู่บ้าน อาจจะเป็นหัวหน้าสิงสถิตอยู่ คอยคุ้มกันป้องกันลูกหลาน ให้มีความสุขความเจริญ พ้นจากภัยอันตรายทั้งหลาย 

3. สืบชะตาเมือง 
การทำพิธีสืบชะตาเมืองของชาวล้านนาไทยมีมาแต่สมัยโบราณกาล  ซึ่งเชื่อกันว่าการสร้างป้านแปลงเมืองจะต้องมี “ดวงชะตาเมือง” มีจุดศูนย์กลางของเมือง ต้องมีเทพเจ้าที่ปกปักรักษาคุ้มครอง เช่น พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขก็มักจะทำพิธีสืบชะตาเมืองเพราะบ้านเมือง ถือเป็นพิธีที่แสดงออกซึ่งความเคารพกตัญญูต่อผู้พิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย ในทางกลับกันหากมีเหตุการณ์ผิดปกติในบ้านเมือง ผู้เป็นใหญ่ในเมืองนั้น จะร่วมทำพิธีสืบชะตาเมืองขึ้น เพื่อสืบอายุเมืองต่อไปมิให้ขาดลง
พิธีสืบชะตาเมือง ก็เพื่อต้องการให้บ้านเมืองประสบความเจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ด้วยความเชื่อว่าเทพารักษ์ซึ่งอยู่เบื้องบน จะช่วยอำนวยความสุขให้ สมปรารถนาเมื่อทำพิธีการให้ถูกต้องตามลัทธิผีสางเทวดา ในการทำพิธีสืบชะตาเมืองนี้ ปรากฏในพับหนังสา (สมุดข่อย) จารึกด้วยตัวหนังสือ ล้านนาไทย หลายฉบับกล่าวถึงพิธีสืบชะตาเมืองในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาไทย รัชกาลที่ 13 ในราชวงค์มังราย ซึ่งครองราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2038-2068 ไว้อย่างละเอียด และ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประธาน ในพระราชพิธีสืบชะตาเมืองเพื่อให้เกิด สวัสดีมงคล โดยทั่วกัน


ประเพณีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่
นับแต่สร้างนครเชียงใหม่ พ.ศ. 1839 เป็นต้นมา ชางเมืองมีพระมหากษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครเป็นประธานจัดพิธีสืบชะตาเมือง อันเป็นพระราชพิธีต่ออายุเมืองให้ยืนยงคงอยู่และสร้างความสุขสมบูรณ์แก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งมวล จะทำพิธีบูชาหรือไหว้เสาอินทขิล คือ เสาหลักเมืองในปลายเดือน 8 เหนือ เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน ไปเสร็จสิ้นเดือน 9 เหนือ เรียกว่า " 8 เข้า 9 ออก "หมายถึง เข้าพิธีในระหว่างปลายเดือนพฤษภาคม และต้นเดือนมิถุนายน ของทุกปี
พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่

สถานที่ทำพิธี
สำหรับพิธีทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ จัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปี ซึ่งประเพณีดังกล่าวได้ยึดตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณของชาวล้านนา ที่ถือว่าพิธีการสืบชะตา เป็นการต่ออายุให้ยืนยาว ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เสริมสิริมงคลทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่อยู่เย็นเป็นสุข กำหนดจัด ณ 10 หน่วยพิธี ได้แก่ 
• หน่วยพิธีกลางเวียงเชียงใหม่ ( พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์) 
• หน่วยพิธีประตูเมือง 5 แห่ง ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง ประตูสวนดอก ประตูช้างเผือก 
• หน่วยพิธีแจ่งหรือมุมเมือง 4 แห่ง แจ่งกู่เฮือง แจ่งหัวริน แจ่งศรีภูมิ พิธีแจ่งกะต้ำ 
โดยมีจำนวนพระสงฆ์ในหน่วยพิธิกลางเวียง 9 รูป หน่วยพิธีประตูเมืองและแจ่งแห่งละ 11 รูป รวมเป็น 108 รูป อันเป็นเครื่องหมายแห่งมงคล 108 ในศาสนาพราหมณ์ ส่วนศาสนาพุทธ หมายถึง พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 พระสังฆคุณ 14 รวมเป็น 108 เช่นเดียวกัน
การเตรียมเครื่องพิธีกรรม
1. ทำประรำในบริเวณพิธีทั้ง 10 แห่ง
2. นิมนต์พระสงฆ์ตามที่กำหนดไว้
3. เตรียมเครื่องสบชะตาเมือง
4. คัมภีร์เทศน์มี มังคลสูตรสารากริวิชชาณสูตร และโลกวุฒิสูตร เป็นต้น
5. เตรียมเครื่องบูชาท้าวจตุโลกบาล และเทพเจ้าประจำเมือง
6. เตรียมข้าวปลาอาหารและไทยทานถวายพระสงฆ์
7. โยงสายสิญจน์จากบริเวณพิธีอื่นๆ เข้าสู่ใจกลางเวียงอันเป็นต้นพิธี

เรียบเรียง : 
นัชรี อุ่มบางตลาด สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง :
มณี พยอมยงค์. (2537). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.

ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา. (มปป.) ประเพณีสืบชะตา. สืบค้น 10 กรกฎาคม 2562, จาก http://www.lanna-arch.net/society/apr_1

ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2559). ประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย : สืบชะตา. สืบค้น 10 กรกฎาคม 2562, จาก https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=6

ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2550). ประเพณีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่. สืบค้น 10 กรกฎาคม 2562, จาก http://library.cmu.ac.th/ntic/knowledge_show.php?docid=14