กศน. กับแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอนที่ 2

ความเป็นมา
ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึง ปัญหาการเมือง หลักการของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประเด็นของการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย คุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในตอนที่ 2 จะกล่าวถึงคุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยเพิ่มเติมอีก 1 ทัศนะ คือ ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย คุณลักษณะที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

ปริญญา เทวานฤมิตร เสนอว่า พลเมืองในระบบประชาธิปไตย ควรมีคุณลักษณะดังนี้


ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย
1. การปฏิบัติต่อกันของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย เช่น เคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามขอบเขตที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ใช้หลักเหตุผลในการตัดสินปัญหา ข้อขัดแย้ง เคารพในกฎ กติกาของสังคมเพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม มีส่วนร่วมในกิจกรรมของส่วนรวมและสังคม มีน้ำใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ยึดมั่นในหลักความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อกันอย่างสม่ำเสมอภาคเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคนในสังคม

2. คุณลักษณะที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย เช่น มีความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เคารพในสิทธิและการตัดสินใจของผู้อื่น ใช้เสียงข้างมากโดยไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย ยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสมาชิก ปฏิบัติตนตามกฎข้อบังคับของสังคม ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ยึดมั่นในวัฒนธรรม ประเพณี เป็นต้น

3. ลักษณะของจริยธรรม คุณธรรม คุณธรรมและจริยธรรม คือ สิ่งที่เป็นความดีควรประพฤติปฏิบัติ เพราะจะนำความสุข ความเจริญ ความมั่นคงมาสู่ประเทศชาติ สังคม และบุคคล คุณธรรมจริยธรรมที่สำคัญ ๆ มีดังต่อไปนี้
  • 1) ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประเทศชาติ นับว่ามีพระคุณอย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่ ที่เราทุกคนอยู่อาศัยอย่างผาสุกตั้งแต่เกิดจนตาย ให้เราได้ประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิต ให้เราได้ภาคภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีที่มีชาติเป็น ของตนเอง ไม่เป็นทาสใคร เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อชาติ รักและหวงแหน ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อให้ชาติสืบไป ป้องกันไม่ให้ผู้ใดมาทำลาย ปกป้องชื่อเสียงไม่ให้ใครมาดูแคลน และประพฤติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาติบ้านเมือง ศาสนา เป็นที่พึ่งทางกายและทางจิตใจ ทำให้มนุษย์ดำรงชีพร่วมกันในสังคมอย่างมีสันติสุข เรามีหน้าที่ทำนุบำรุงพระศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบต่อไป ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์พระศาสดา เทิดทูนพระองค์ไว้สูงสุด รับใช้สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างเต็มความสามารถ ประพฤติตนเป็นคนดีไม่เป็นภาระแก่พระองค์ และถ้ามีความจะเป็นแม้ชีวิตของเราเองก็สามารถจะถวายพลีชีพได้ เพื่อความเป็นปึกแผ่น และยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์
  • 2) ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ หมายถึง การปฏิบัติกิจการงานของตนเอง และที่ได้รับมอบหมายด้วยความมานะพยายาม อุทิศกำลังกาย กำลังใจอย่างเต็มความสามารถ ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยจนงานประสบความสำเร็จตรงตามเวลา บังเกิดผลดีต่อตนเองและส่วนรวม ทั้งนี้รวมไปถึงการรับผิดเมื่องานล้มเหลว พยายามแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโดยไม่เกี่ยงงอนผู้อื่น
  • 3) ความมีระเบียบวินัย หมายถึง การเป็นผู้รู้และปฏิบัติตามแบบแผนที่ตนเอง ครอบครัว และสังคมกำหนดไว้ โดยที่จะปฏิเสธไม่รับรู้กฎเกณฑ์หรือกติกาต่าง ๆ ของสังคม
  • 4) ความซื่อสัตย์ หมายถึง การปฏิบัติตน ทางกาย วาจา จิตใจ ที่ตรงไปตรงมา ไม่แสดงความคดโกงไม่หลอกลวง ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ลั่นวาจาว่าจะทำงานสิ่งใดก็ต้องทำให้สำเร็จเป็นอย่างดี ไม่กลับกลอก มีความจริงใจต่อทุกคน จนเป็นที่ไว้วางใจของคนทุกคน
  • 5) ความเสียสละ หมายถึง การปฏิบัติตนโดยอุทิศกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมด้วยความตั้งใจจริง มีเจตนาที่บริสุทธิ์ คุณธรรมด้านนี้เป็นการสะสมบารมีให้แก่ตนเอง ทำให้มีคนรักใคร่ไว้วางใจ เป็นที่ยกย่องของสังคม ผู้คนเคารพนับถือ
  • 6) ความอดทน หมายถึง ความเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคใด ๆ มุ่งมั่นที่จะทำงานให้บังเกิดผลดีโดยไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน
  • 7) ความสามัคคี หมายถึง การที่ทุกคนมีความพร้อมกาย พร้อมใจ และพร้อมความคิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายที่จะปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการเกี่ยงงอนหรือคิดชิงดีชิงเด่นกัน ทุกคนมุ่งที่จะให้สังคมและประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีความรักใคร่กลมเกลียวกันด้วยความจริงใจ ความไม่เห็นแก่ตัว การวางตนเสมอต้นเสมอปลายก็หมายถึงความสามัคคีด้วย
จากที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถพัฒนาเป็นหลักสูตรการเสริมสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ ดังนี้

เขียนและเรียบเรียง : ศุภกร ศรีศักดา

อ้างอิง :
การเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย. (2554. 5 พฤศจิกายน). สืบค้นจาก https://jiab007.wordpress.com
/2011/11/05/การเป็นพลเมืองดีตามวิถ/

บทความที่เกี่ยวข้อง:
• กศน. กับแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอนที่ 2


กศน. กับแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอนที่ 1

ความเป็นมา
ประเทศไทยได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาการเมือง โดยเฉพาะความขัดแย้งของนักการเมือง การแบ่งพรรคแบ่งพวก ความขัดแย้งของคนในสังคม ขาดคุณธรรมจริยธรรม เศรษฐกิจ ปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน ขาดความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคม ทุจริตคอรัปชัน เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน ความไม่เข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตย ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ยาเสพติด การใช้กฎหมายในทางที่ผิด เป็นต้น จนกระทั่งพัฒนามาสู่วิกฤติที่สำคัญ เช่น
  1. มีความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกจากระดับประเทศไปถึงระดับครอบครัว
  2. การใช้อำนาจการปกครองที่ทำอยู่เดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการกระทำผิดของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ได้อีกต่อไป
  3. การชุมนุมทางการเมืองที่มีอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิด และการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประชาชนแตกแยกจนไม่อาจปรองดองได้
  4. ปัญหาทุจริตและคอรัปชัน มีคดีความจำนวนมากอยู่ในชั้นศาลและยังรอกระบวนการยุติธรรมตัดสิน
  5. การบังคับใช้กฎหมายปกติต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้กับทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนวงกว้าง
  6.  มีการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งในทางลับและเปิดเผย สร้างความไม่พอใจและเกลียดชังของประชาชนโดยรวมที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ประกอบกับที่ผ่านมา การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (Civic Education) ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่สำคัญในการสร้างผู้เป็นกำลังสำคัญในอันที่จะสืบทอดวัฒนธรรม ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ก่อเกิดการสืบสานอุดมการณ์และความเป็นพลเมืองที่มีพลังความคิด พลังความรัก และพลังความสามัคคี อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการเคารพกติกาของสังคม เคารพผู้อื่น และเคารพหลักการของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถูกให้ความสำคัญอย่างเจือจาง ได้ถูกลดความสำคัญให้เหลือเพียงเป็นสาระหนึ่งในสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาเท่านั้น และอีกทั้งเป็นวิชาที่แทบไม่มีผลต่อการเรียนต่อหรือเข้ามหาวิทยาลัยเลย ดังนั้น จึงไม่ได้รับความสำคัญและขาดการพัฒนาอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย

ประเด็นของการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
 


“พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย แตกต่างจากพลเมืองของระบอบอื่นที่พลเมืองจะมี “คุณสมบัติ” อย่างไร จะเป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจประสงค์จะให้เป็น ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยเจ้าของอำนาจสูงสุดคือประชาชน ดังนั้น ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจจึงกำหนดชีวิตตนเองได้ “ประชาชน” ในระบอบประชาธิปไตย จึงแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อแตกต่างหลากหลายได้ จึงต้องเคารพซึ่งกันและกัน และใช้กติกาในการแก้ปัญหาจึงจะสามารถอยู่ร่วมกันและปกครองกันตามวิถีทางประชาธิปไตยได้ ดังนั้น  “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย จึงหมายถึงสมาชิกของสังคมที่มีอิสรภาพ (liberty) และพึ่งตนเองได้ (independent) ใช้สิทธิเสรีภาพโดยควบคู่กับความรับผิดชอบ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพหลักความเสมอภาค เคารพกติกา ไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตสาธารณะ และกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบหรือร่วมขับเคลื่อนสังคมและแก้ปัญหาผิดชอบหรือร่วมขับเคลื่อนสังคมและแก้ปัญหาสังคมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชนจนถึงระดับประเทศ ระดับอาเซียน และระดับประชาคมโลก (วรากรณ์ สามโกเศศ, 2554, น.6)

การเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตย ที่ดีนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงการเสริมสร้างความเป็น “พลเมือง” ซึ่งคำว่า “พลเมือง” นี้ ไม่ได้สื่อถึงการมีสิทธิและเสรีภาพอย่างเดียว หากแต่สื่อถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ในระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ของพลเมืองในสังคมต้องเริ่มจาก
การเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศ โดยต้องเลือกด้วยความรับผิดชอบต่อการออกเสียงของตนเอง และเมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องติดตาม (จุรี วิจิตรวาทการ, 2555)

หลักการของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประกอบด้วย 1) การเคารพในกติกา คือ การเคารพกฎหมาย 2) เคารพในผู้อื่น คือเคารพในสิทธิ ความแตกต่าง และความเสมอภาค และ 3) มี ความรับผิดชอบต่อสังคม (สถาบันพระปกเกล้า, 2555)

“ความสำคัญของความเป็นพลเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอยู่ที่การตระหนักในความเป็นส่วนร่วม เป็นเจ้าของร่วมในความดีงามบางอย่างร่วมกัน” (กิตติศักดิ์ ปรกติ, 2555)

คุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีผู้รู้มีความเห็นในหลายทัศนะ เช่น
วรากรณ์ สามโกเศศ (2554, น.6) มีความเห็นว่า “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยสามารถสรุปคุณสมบัติได้ 6 ประการดังต่อไปนี้
  1. มีอิสรภาพ (liberty) และพึ่งตนเองได้ (independent) ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของระบบอุปถัมภ์
  2. เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น (ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมใช้...สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”)
  3. เคารพความแตกต่าง มีทักษะในการฟัง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง
  4. เคารพหลักความเสมอภาค เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเห็นคนเท่าเทียมกันมองคนเป็นแนวระนาบ ไม่ใช่แนวดิ่ง
  5. เคารพกติกา เคารพกฎหมาย ใช้กติกาในการแก้ปัญหา ไม่ใช้กำลัง และยอมรับผลของการละเมิดกฎหมาย
  6. รับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม กระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาสังคมโดยเริ่มต้นที่ตนเอง

เขียนและเรียบเรียง: ศุภกร ศรีศักดา

อ้างอิง:
วรากรณ์ สามโกเศศ. (2554, 3 มีนาคม). การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง. มติชน, น.6. สืบค้นจาก https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/312096/M540303.pdf

ความสำคัญของพลเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย. (2555, 23 มีนาคม). จดหมายข่าวการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13. สืบค้นจาก https://www.kpi.ac.th/media_kpiacth/pdf/M10_362.pdf

ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นพลเมืองไทย. (2555, 23 มีนาคม). จดหมายข่าวการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13. สืบค้นจาก https://www.kpi.ac.th/media_kpiacth/pdf/M10_362.pdf


บทความที่เกี่ยวข้อง
• กศน. กับแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอนที่ 1

บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย : ตอนที่ 3 การเขียนโครงการเพื่อประเมินโครงการ

จากตอนที่ 2 ซึ่งกล่าวถึงสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัยในเรื่องการวิจัยเพื่อประเมินโครงการฝึกอบรม เนื่องจากงาน/โครงการฝึกอบรมซึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่อง ได้แก่โครงการพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาของสถาบัน กศน.ภาค ในตอนที่ 3 ต่อไปนี้จะกล่าวถึงว่า ก่อนการประเมินโครงการทุกประเภท ต้องมีการเขียนโครงการเพื่อประเมินโครงการก่อน จึงจะดำเนินการประเมินโครงการได้อย่างมีคุณภาพ การเขียนโครงการเพื่อประเมินโครงการมีองค์ประกอบหรือแนวทางดังต่อไปนี้


สมคิด พรมจุ้ย (2552, น. 43) ในการประเมินโครงการซึ่งถือเป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่ง
มีกระบวนการดำเนินการประเมิน ดังนี้
  1. ประเมินอะไร: การวิเคราะห์โครงการที่มุ่งประเมิน
  2. ทำไมจึงต้องประเมิน: หลักการและเหตุผลของการประเมิน
  3. ประเมินเพื่ออะไร:  กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน
  4. มีแนวคิดทฤษฎีอะไรบ้าง: ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและแนวทางการประเมิน
  5. จะประเมินได้อย่างไร: การออกแบบการประเมิน
    • กำหนดรูปแบบการประเมิน
    • กำหนดประเภทของตัวแปรหรือข้อมูล หรือตัวชี้วัด
    • กำหนดแหล่งข้อมูล / ผู้ให้ข้อมูล
    • กำหนดเครื่องมือ / วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • กำหนดแนวทางวิเคราะห์ข้อมูล
    • กำหนดเกณฑ์การประเมิน
  6. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมีอะไรบ้าง : เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
  7. จะเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีใด : การเก็บรวบรวมข้อมูล
  8. จะสรุปข้อมูลให้มีความหมายได้อย่างไร : การวิเคราะห์ข้อมูล
  9. จะนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างไร : รายงานผลการประเมิน
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2544, น. 263-264) กล่าวว่ารูปแบบของโครงการเพื่อการประเมินโครงการ ประกอบด้วย
  1. หลักการและเหตุผลในการประเมิน: ทำไมจึงต้องประเมิน
  2. วัตถุประสงค์ของการประเมิน : ประเมินเพื่ออะไร
    • 2.1 ผลที่ได้จากการประเมินมีอะไรบ้าง
    • 2.2 ลูกค้าของการประเมินมีใครบ้าง
    • 2.3 วัตถุประสงค์
  3. การวิเคราะห์และการบรรยายสิ่งที่มุ่งประเมิน: สิ่งที่จะประเมินคืออะไรและอย่างไร
    • 3.1 หลักการและเหตุผลของโครงการ
    • 3.2 ธรรมชาติของโครงการ (ทดลอง ถาวร)
    • 3.3 วัตถุประสงค์ของโครงการ
    • 3.4 เป้าหมายของโครงการ
    • 3.5 เนื้อหาสาระของโครงการ
    • 3.6 วิธีการบริหารโครงการ
    • 3.7 บุคลากรในโครงการ
    • 3.8 การเงินทางโครงการ
    • 3.9 เกณฑ์ในการประเมินโครงการ
  4. แบบประเมิน: จะประเมินได้ถูกต้องได้อย่างไร
    • 4.1 ข้อจำกัดเกี่ยวกับแบบประเมินที่ใช้
    • 4.2 โมเดลบริหารโครงการประเมิน
    • 4.3 คำถามเชิงประเมินที่มุ่งแสวงหาคำตอบ
    • 4.4 โมเดลการประเมิน
    • 4.5 ข่าวสารที่ต้องการในการตอบคำถามเชิงประเมิน
    • 4.6 แหล่งข้อมูล
    • 4.7 วิธีการเก็บข้อมูล
    • 4.8 กำหนดการเก็บข่อมูล
    • 4.9 เทคนิคในการวิเคราะห์ข้อมูล
    • 4.10 เกณฑ์การประเมิน
    • 4.11 วิธีที่ใช้รายงานผลการประเมิน (ข้อเขียน ปากเปล่า)
  5. ร่างรายงานการประเมิน:  จะให้ผู้ใช้ผลทราบผลการประเมินได้อย่างไร เมื่อไร
    • 5.1 ส่วนประกอบของรายงานการประเมิน
    • 5.2 ประโยชน์ของการประเมินครั้งนี้
    • 5.3 อคติที่อาจเป็นไปได้ของผู้ประเมินในการเชียนรายงานการประเมิน
    • 5.4 การแจกจ่ายรายงานและการใช้ประโยชน์
    • 5.5 กำหนดการรายงานการประเมิน
  6. งบประมาณการประเมิน: ใช้เงินเท่าไร
    • 6.1 บุคลากร
    • 6.2 ที่ปรึกษา
    • 6.3 เครื่องมือ
    • 6.4 วัสดุสิ้นเปลือง
    • 6.5 การเดินทาง
    • 6.6 ค่าจ้างชั่วคราว
    • 6.7 อื่น ๆ
7. กำหนดการประเมิน : ทำอะไร เมื่อไร ?
    Bar Chart หรือ PERT

ดังนั้น หากพิจารณาถึงกรอบการเขียนการประเมินโครงการ จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 แล้วข้าพเจ้าเห็นว่า จะพบกรอบที่จำเป็นพึงมีดังต่อไปนี้
  1. การวิเคราะห์โครงการที่จะประเมิน ซึ่งประกอบด้วย
    • 1.1 หลักการและเหตุผลของโครงการ
    • 1.2 ธรรมชาติของโครงการ(ทอลอง ถาวร)
    • 1.3 วัตถุประสงค์ของโครงการ
    • 1.4 เป้าหมายของโครงการ
    • 1.5 เนื้อหาสาระของโครงการ
    • 1.6 วิธีการบริหารโครงการ
    • 1.7 บุคลากรในโครงการ
    • 1.8 การเงินทางโครงการ เป็นต้น
  2. หลักการและเหตุผลของการประเมิน คือ ทำไมต้องประเมิน
  3. วัตถุประสงค์ของการประเมิน
  4. การออกแบบการประเมิน ประกอบด้วย
    • 4.1 กำหนดรูปแบบการประเมิน
    • 4.2 กำหนดประเภทของตัวแปรหรือข้อมูล หรือตัวชี้วัด
    • 4.3 กำหนดแหล่งข้อมูล / ผู้ให้ข้อมูล
    • 4.4 กำหนดเครื่องมือ / วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 
    • 4.5 กำหนดแนวทางวิเคราะห์ข้อมูล
    • 4.6 กำหนดเกณฑ์การประเมิน
    • 4.7 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
    • 4.8 การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • 4.9 การวิเคราะห์ข้อมูล
    • 4.10 การรายงานผลการประเมิน
    • 4.11 งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการประเมิน เช่น บุคลากร ที่ปรึกษา เครื่องมือ วัสดุสิ้นเปลือง การเดินทาง ค่าจ้างชั่วคราว อื่น ๆ
    • 4.12 กำหนดการประเมิน

เขียนและเรียบเรียง: ศุภกร ศรีศักดา 

อ้างอิง:
สมคิด พรมจุ้ย. (2552). เทคนิคการประเมินโครงการ (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: จตุพรดีไซน์.

สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2544). รวมบทความทางการประเมินโครงการ (พิมพ์ครั้งที่ 6). (น.263-264). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 


บทความที่เกี่ยวข้อง:
บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย: ตอนที่ 1 การวิจัยพัฒนาผู้เรียน
บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย: ตอนที่ 2 การประเมินผลโครงการฝึกอบรม

• บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย: ตอนที่ 3 การเขียนโครงการเพื่อประเมินโครงการ

บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย : ตอนที่ 2 การประเมินผลโครงการฝึกอบรม

จากที่ได้กล่าวถึงสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย ในเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนไปแล้วนั้น สำหรับตอนที่ 2 นี้ จะกล่าวถึงการประเมินโครงการซึ่งเป็นการวิจัยแบบหนึ่ง ซึ่งงานจัดและส่งเสริมการศึกษาของสถาบัน กศน.ภาค น่าจะมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
  1. งาน/โครงการฝึกอบรม ซึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่อง ได้แก่โครงการพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาของสถาบัน กศน.ภาค
  2. งาน/โครงการเกี่ยวส่งเสริมกับการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพทางวิชาการ หลักสูตร สื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรมทางการศึกษา บุคลากร และระบบข้อมูลดสารสนเทศที่เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ดังนั้น ในตอนที่ 2 นี้ จะกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบัน กศน.ภาคกับการประเมินผลโครงการการฝึกอบรมเท่านั้น โดยมีรายละเอียดย่อ ๆ ดังต่อไปนี้

ความหมายของการประเมินผลการฝึกอบรม
เชาว์ อินใย (2553) ให้ความเห็นว่า การฝึกอบรม (Training) เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เพิ่มพูนประสบการณ์ด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคติ (Attitude) เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการทำงานในทางที่ดีขึ้น นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในการพัฒนาบุคลากรทั้งก่อนการทำงานและระหว่างการทำงาน

พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2560, อ้างในสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา, 2561 ) กล่าวว่า การประเมินผลการฝึกอบรม หมายถึงกระบวนการตรวจสอบและตัดสินคุณภาพของโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นและความพร้อมที่จัดโครงการฝึกอบรม ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการโครงการฝึกอบรม และผลที่เกิดขึ้นจากการจัดดำเนินโครงการฝึกอบรมว่า บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรมหรือไม่ อย่างไร โครงการช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และศักยภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการโครงการฝึกอบรมว่า ควรจะยุติ หรือปรับปรุงและพัฒนาโครงการฝึกอบรมในระยะต่อไป


ความสำคัญของการประเมินผลการฝึกอบรม 
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2560, อ้างในสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา, 2561, น. 29) เห็นว่าการประเมินโครงการฝึกอบรมมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้รับผิดชอบโครงการโดยสรุป ดังนี้ 
  1. ช่วยให้ได้สารสนเทศต่างๆเกี่ยวกับสภาพความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม ซึ่งจะนำไปใช้ในการตัดสินใจกำหนดโครงการฝึกอบรมให้เหมาะสม ตอบสนองความต้องการของบุคลากรและองค์การมีการวางแผนการฝึกอบรมและการบริหารจัดการโครงการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้ได้สารสนเทศที่สะท้อนถึงสภาพการบริหารจัดการโครงการฝึกอบรมว่า มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการโครงการ และการจัดกิจกรรมการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ช่วยให้ได้สารสนเทศเพื่อตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการฝึกอบรม ซึ่งจะบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพ และประสิทธิผลที่เกิดผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานหรือเพิ่มศักยภาพในการทำงานของบุคลากรหรือไม่ อย่างไร คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ โดยจะนามาใช้ในการตัดสินใจและวินิจฉัยว่าจะดำเนินโครงการฝึกอบรมในช่วงต่อไปอย่างไร จะยุติหรือปรับขยายการดำเนินโครงการฝึกอบรมต่อไปอีก
  4. ช่วยเสริมแรง สร้างพลังจูงใจให้กับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม เมื่อทราบผลสำเร็จ จุดเด่น หรือจุดที่ควรปรับปรุงพัฒนาโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมก็จะมุ่งมั่นปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการโครงการให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะเกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากรหรือองค์การ

สำหรับรูปแบบการประเมินผลโครงการฝึกอบรมนั้น ในครั้งนี้ขอเสนอรูปแบบของ Kirkpatrick รูปแบบเดียวก่อน ดังนี้

รูปแบบการประเมินโครงการฝึกอบรมของ Kirkpatrick
เชาว์ อินใย (2553, น. 143) Donald L. Kirkpatrick ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการฝึกอบรมและการประเมินผลการฝึกอบรมว่า การฝึกอบรมเป็นการช่วยเหลือบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการฝึกอบรมใด ๆ ควรจัดให้มีการประเมินผลการฝึกอบรม ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้รู้ว่าการจัดโปรแกรมการฝึกอบรมมีประสิทธิภาพเพียงใด 

สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2547, อ้างในเชาว์ อินใย, 2553, น. 144-145) กล่าวว่า การประเมินผลการฝึกอบรมควรเก็บข้อมูล 4 ประเภทคือ
  1. การประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง (Reactive Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้สึกอย่างไรต่อการฝึกอบรม พอใจหรือไม่ต่อสิ่งที่ได้รับจากการฝึกอบรม เช่น หลักสูตร เนื้อหาสาระ วิทยากร เอกสาร สถานที่ โสตทัศนูปกรณ์ ระยะเวลา บรรยากาศในการฝึกอบรม ฯลฯ และพอใจมากน้อยเพียงใด
  2. การประเมินการเรียนรู้ (Learning Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ความเข้าใจและทักษะอะไรบ้าง นอกจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือไม่
  3. การประเมินพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังการฝึกอบรม (Behavior Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานไปในทิศทางที่พึงประสงค์หรือไม่ 
  4. การประเมินผลลัพธ์ที่เกิดต่อองค์กร (Result Evaluation) ) เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าการฝึกอบรมได้ก่อให้เกิดผลดีต่อหน่วยงานอย่างไรบ้าง เช่น การลดค่าใช่จ่าย การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เป็นต้น
สำหรับรายละเอียดของรูปแบบการประเมินโครงการฝึกอบรมของ Kirkpatrick จะได้กล่าวในตอนต่อไป

เขียนและเรียบเรียง: 
ศุภกร ศรีศักดา 

อ้างอิง:
เชาว์ อินใย. (2553). การประเมินโครงการ (น.143-145). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา. (2561). รายงานการติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8 2561 (น. 29-30, 32-35). ม.ป.ท.: ม.ป.พ.


บทความที่เกี่ยวข้อง
• บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย: ตอนที่ 2 การประเมินผลโครงการฝึกอบรม

บทบาทสถาบัน กศน.ภาค กับการวิจัย : ตอนที่ 1 การวิจัยพัฒนาผู้เรียน

ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การกำหนดอำนาจและหน้าที่ของสถานศึกษา ซึ่ง ประกาศ ณ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาค (สถาบัน กศน.ภาค) มีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1)
  1. จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยประเภทการศึกษาต่อเนื่องให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความสนใจของกลุ่มเป้าหมายและประชาชนในภูมิภาค
  2. วิจัย และพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สอดคล้องกับบริบทของภาค
  3. ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา คุณภาพทางวิชาการ หลักสูตร สื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรมทางการศึกษา บุคลากรและระบบข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยแก่สถานศึกษาในภูมิภาคและภาคีเครือข่าย
  4. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
จากบทบาทหน้าที่ดังกล่าว จะเห็นว่า การวิจัย และพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้องกับบริบทของภาค เป็นบทบาทสำคัญประการหนึ่ง ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ ขอบเขตการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ควรจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ดูจากอะไร แน่นอนปัญหาอุปสรรคในการจัดและส่งเสริมการศึกษาก็เป็นเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใคร่เสนอให้ลองไปศึกษาประเด็นต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 แล้วจะพบว่า สถาบัน กศน.ภาค ควรวิจัยและพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้องกับบริบทของภาค ในประเด็นอะไรบ้าง

การวิจัยตามบทบาทหน้าที่ของสถาบัน กศน.ภาคอาจมีรูปแบบตามวัตถุประสงค์การวิจัยหลายรูปแบบ เช่น การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน การวิจัยประเมินผล เป็นต้น ในโอกาสนี้จะกล่าวถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนประเด็นเดียวเท่านั้น

การวิจัยและพัฒนาผู้เรียน เป็นการวิจัยเพื่อหานวัตกรรมสำหรับแก้ปัญหา หรือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการแก้ปัญหาและ/หรือพัฒนางานเกี่ยวกับการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยอาศัยกระบวนการวิจัย เป็นการค้นหาลักษณะที่เหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และเป็นการวิจัยของครู

การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน กศน. วิจัยอะไร 
คำถามนี้หากพิจารณาจาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะเห็นประเด็นที่ สถาบัน กศน.ภาคควรวิจัยเกี่ยวการพัฒนาผู้เรียน ดังต่อไปนี้ (2)

1. มาตรา 7 กล่าวว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสานึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

2. มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

3. มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 
(1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 
(2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 
(3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น 
ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
(5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
(6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ


สรุปประเด็นวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 

  1. หลักสูตรหลากหลาย ตรงกับจุดมุ่งหมายการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามมาตร 7 ตามความต้องการที่แตกต่างของแต่ละบุคคล
  2. รูปแบบ กระบวนการเรียนรู้ในการที่จัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตามรูปแบบในมาตร 22 และมาตรา 24
  3. หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคล (มาตรา 22 (1))
  4. สื่อการเรียนรู้
  5. การวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องจุดมุ่งหมายการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ หลักสูตร รูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เป็นต้น
  6. กิจกรรมพิเศษ
  7. ฯลฯ

ตัวอย่างหลักสูตร การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองสู่ความรัก สามัคคี ปรองดองและสมานฉันท์ (3)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพราะเชื่อถึงความสำคัญของการวิจัยว่า “สังคมจะก้าวหน้าได้ คนในสังคมต้องมีความรู้ ๆ ได้มาจากหลายทาง ทั้งจากการบอกเล่า การอ่าน การฟัง ความเชื่อส่วนตัว การใช้หลักเหตุผล การลองผิดลองถูก แต่ความรู้ที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นจริง ตรวจสอบได้คือ ความรู้จาการวิจัย” การวิจัยเป็นกระบวนการที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษา และวิเคราะห์มูล เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ ความรู้จากการวิจัยจึงเป็นความรู้ที่มีคุณภาพ เรียกง่าย ๆ ว่า การวิจัยให้ข้อมูลที่มีคุณภาพ
การพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้ต้องอาศัยฐานข้อมูล ๆ ที่ดีนำไปสู่การตัดสินในที่ดี การประเมินและการวิจัยเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ สามารถนำไปวางแผนพัฒนาโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยมีฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาของสถานศึกษา ดังนี้
  1.  ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
  2. ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการสอน
  3. ฐานข้อมูลเพื่อการบริหารและจัดการองค์กร

(1) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 60 เรื่อง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การกำหนดอำนาจและหน้าที่ของสถานศึกษา 25 มีนาคม 2551
(2) ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 เล่มที่ 116 ตอนที่ 74 หน้า 1  19 สิงหาคม 2542
(3) พัฒนาโดย ศุภกร ศรีศักดา

เขียนและเรียบเรียง: ศุภกร ศรีศักดา 

บทความที่เกี่ยวข้อง: