หลักพิ้นฐานในการออกแบบ : การใช้สีในการออกแบบ



           สี มีบทบาทสำคัญในการออกแบบ สามารถดึงดูดความสนใจของเราไปที่ภาพนั้น สามารถสื่ออารมณ์และความรู้สึก และยังสามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดหรือตัวอักษร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสีใดเข้ากันได้ คำตอบก็คือทฤษฎีสีนั้นเอง บรรดานักศิลปินและนักออกแบบได้ศึกษาและใช้ทฤษฎีสีมาหลายศตวรรษซึ่งพวกเราก็สามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน เราเลือกใช้สีเวลาออกแบบงาน เราควรทำความเข้าใจทฤษฎีสีกันสักหน่อย มุมมองที่เรามีในการสื่อสารจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนก่อนอื่นต้องร่วมทบทวนความรู้เดิมกันก่อน

แม่สี (Primary Color)
แม่สี คือ สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่ ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดิม
แม่สี มือยู่ 2 ชนิด คือ

  1. แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม มี 3 สี คือ สีแดงสีเหลือง และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของแสงสามารถนำมาใช้ ในการถ่ายภาพภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสีในการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น
  2. แม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะ  วงการอุตสาหกรรม ฯลฯ  
แม่สีวัตถุธาตุ เมื่อนำมาผสมกันตามหลักเกณฑ์ จะทำให้เกิด วงจรสี ซึ่งเป็นวงสีธรรมชาติ เกิดจากการผสมกันของแม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีหลักที่ใช้งานกันทั่วไป ในวงจรสี จะแสดงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 

1. วงจรสี (Color Circle)
 
สีขั้นที่ 1  (Primary Color)  แม่สี  ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน
สีขั้นที่ 2  (Secondary Color) สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือ แม่สีผสมกัน ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะทำให้เกิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่ 
  • สีแดง ผสมกับ สีเหลือง ได้ สีส้ม
  • สีแดง ผสมกับ สีน้ำเงิน ได้ สีม่วง
  • สีเหลือง ผสมกับ สีน้ำเงิน ได้ สีเขียว

สีขั้นที่ 3 คือ (Intermediate Color) สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 2 ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะได้สีอื่น ๆ อีก 6 สี คือ
  • สีแดง ผสมกับ สีส้ม ได้ สีส้มแดง
  • สีแดง ผสมกับ สีม่วง ได้ สีม่วงแดง
  • สีเหลือง ผสมกับ สีเขียว ได้ สีเขียวเหลือง
  • สีน้ำเงิน ผสมกับ สีเขียว ได้ สีเขียวน้ำเงิน
  • สีน้ำเงิน ผสมกับ สีม่วง ได้ สีม่วงน้ำเงิน
  • สีเหลือง ผสมกับ สีส้ม ได้ สีส้มเหลือง
2. สีตรงข้าม หรือ สีตัดกัน หรือ สีคู่ปฏิปักษ์ (Comprementary Color)
หมายถึง สีที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันในวงจรสี และมีการตัดกันอย่างเด่นชัดซึ่งจะให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน หากนำมาผสมกันจะได้สีกลาง (เทา) ซึ่งมีทั้งหมด 6 คู่ ได้แก่
  • สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง
  • สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว
  • สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม
  • สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงแดง
  • สีส้มแดง ตรงข้ามกับ สีเขียวน้ำเงิน
  • สีม่วงน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้มเหลือง
การนำสีตรงข้ามกันมาใช้ร่วมกัน อาจกระทำได้ดังนี้
  • มีพื้นที่ของสีหนึ่งมาก อีกสีหนึ่งน้อย
  • ผสมสีอื่น ๆ ลงไป อาจใช้สีใดสีหนึ่ง หรือทั้งสอง
  • ผสมสีตรงข้ามลงไปในสีทั้งสองสี

3. สีกลาง (Neutral Color)
คือ สีที่เข้าได้กับสีทุกสี สีกลางในวงจรสี มี 2 สี คือ สีน้ำตาล กับ สีเทา
  • สีน้ำตาล เกิดจากสีตรงข้ามกันในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนที่เท่ากัน สีน้ำตาลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่นแล้วจะทำให้สีนั้น ๆ เข้มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าสี ถ้าผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล 
  • สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆ สีในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนเท่ากัน สีเทา มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซึ่งมีน้ำหนักอ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นสีเทา


4. โทนของสี หรือวรรณะของสี (Tone of Color)
วรรณะสี คือ ความแตกต่างของสีแต่ละกลุ่ม ในวงจรสีโดยแบ่งตามความรู้สึกด้านอุณหภูมิ จะมีสีร้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งที่สีม่วงกับสีเหลือง โดยแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ คือ
  • สีวรรณะร้อน (Warm Tone) ประกอบด้วยสีเหลือง, ส้มเหลือง, ส้ม, ส้มแดง, แดง และม่วงแดง สีวรรณะร้อนให้ความรู้สึกตื่นตา มีพลัง อบอุ่น สนุกสนาน และดึงดูดความสนใจได้ดี โครงสีร้อนนี้สภาพโดยรวมจะมีความกลมกลืนของสีมากควรมีสีเย็นมาประกอบบ้างทำให้ภาพมีความน่าสนใจมากขึ้น
  • สีวรรณะเย็น (Cool Tone) ประกอบด้วยสีม่วง, ม่วงน้ำเงิน, น้ำเงิน, เขียวน้ำเงิน, เขียวและเขียวเหลืองคือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน-เย็น โครงสีเย็นให้ความรู้สึกสุภาพ สงบ ลึกลับ เยือกเย็น ในทางจิตวิทยาสีเย็นมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกหดหู่ เศร้า โครงสีเย็นควรมีสีร้อนแทรกบ้างจะทำให้ผลงานดูน่าสนใจมากขึ้น


5. สีข้างเคียง ( Analogous Color)
สีข้างเคียง หมายถึง สีที่อยู่เคียงข้างกันทั้งซ้ายและขวาในวงจรสี มีความคล้ายคลึงกันหากนำมาจัดอยู่ด้วยกันจะมีความกลมกลืนกัน หากอยู่ห่างกันมากเท่าใดความกลมกลืนก็จะยิ่งน้อยลงความขัดแย้งก็จะมีมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นสี ในวรรณะเดียวกัน (ภาพที่ 6) สีข้างเคียงได้แก่
  • สีแดง - ส้มแดง - ส้ม หรือ ม่วงแดง -แดง - ส้มแดง
  • สีส้มเหลือง - เหลือง - เขียวเหลือง หรือ ส้มแดง - ส้ม - ส้มเหลือง
  • สีเขียว - เขียวน้ำเงิน - น้ำเงิน หรือ เขียวน้ำเงิน - เขียว - เขียวเหลือง
  • สีม่วงน้ำเงิน - ม่วง - ม่วงแดง หรือ ม่วงน้ำเงิน- น้ำเงิน – เขียวน้ำเงิน



เทคนิคการเลือกใช้สี
เพราะการเลือกใช้สีให้สื่อความหมายอาจยากสำหรับการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบให้โดดเด่นจากสิ่งที่เคยมีอยู่ หรือการทำให้สิ่งออกแบบเดิมๆ ได้มีความโดดเด่นจากการใช้สี เทคนิคต่อไปนี้จะช่วยเลือกการใช้สีให้นักออกแบบหลาย ๆ ท่านได้มีไอเดียใหม่เพิ่มเติมมากขึ้น 

1. Capture Inspiration
เลือกภาพที่มีคู่สีและโทนสีตามที่ต้องการ จากนั้นนำมาดูดค่าสีด้วยโปรแกรมต่างๆ โดยโปรแกรมที่แนะนำคือ photocopa ซึ่งเป็น webapp ที่ใช้งานง่าย เท่านี้ก็จะสามารถได้ค่าสีที่ต้องการ และนำไปเป็น Color guide ในงานออกแบบของเราได้


2. ใช้ Color Wheel
เป็นทฤษฎีสีที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน คือ
  • ขั้นที่ 1 (Primary) - แม่สี ได้แก่ แดง เหลือง น้ำเงิน
  • ขั้นที่ 2 (Secondary) - คือสีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือแม่สีที่ผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จึงส่งผลให้เกิด 3 สีใหม่ ได้แก่ ส้ม ม่วง เขียว
  • ขั้นที่ 3 (Tertiary) - สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 2 ในอัตราส่วนที่เท่ากัน และจะได้สีอีก 6 สี คือ ส้มแดง ม่วงแดง เขียว เหลือง เขียวน้ำเงิน ม่วงน้ำเงิน ส้มเหลือง
จากนั้นจะกลายเป็น Color Theory ซึ่งประกอบด้วย
  • Analogous Colors การเลือกใช้สีที่อยู่ติดกันใน Color Wheel เช่น สีน้ำเงินกับสีม่วง
  • Complementary Colors การเลือกใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันใน Color Wheel เช่น สีส้มกับสีน้ำเงิน
  • Triadic Colors การเลือกสีโดยใช้สามเหลี่ยมด้านเท่ามาทาบลงบน Color Wheel จะได้สีทั้งหมด 3 สี เช่น สีเขียว สีส้มและสีม่วง

3. ออกแบบโดยมีพื้นที่ของการใช้สี
 
เทคนิคการออกแบบโดยมีพื้นที่ว่าง โดยใช้สัดส่วน 60-30-10
60% เป็นสีที่โดดเด่น
30% เป็นสีรอง
10% เป็นสีที่ถูกเน้น
ตัวอย่าง 
สีโดดเด่น : สีดำ
สีรอง : สีเขียว
สีเน้น : สีแดง



4. บันทึกสีที่ชอบ 
เพราะเราอยู่กับงานออกแบบเป็นประจำ การหา Inspiration จากที่ต่าง ๆ เราอาจเจอสีที่น่ารักหรือชอบ เพื่อนำมาเป็นไอเดียในการออกแบบงานภายหลัง และจะเป็นการทำงานที่ง่ายขึ้นหากเรามีสีที่ชอบเป็น Color guide 5. 

5. หา Pantone ไว้ใช้งานสักชุด

สังเกตหรือไม่ว่า ทำไม Designer บางคนถึงมี Pantone ติดตัว เพราะในบางครั้งการมองสีจากหน้าจออาจไม่ชัดเจนเท่ามองจาก Pantone นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพิมพ์ที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง ซึ่ง Pantone จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ได้ค่าสีที่แม่นยำ

Pantone หรือ Pantone Matching System (PMS) เป็นมาตรฐานของระบบสี  เพื่อให้มั่นใจว่าการพิมพ์ทุกครั้งจากผู้พิมพ์รายใดก็ตามที่ใช้ระบบ Pantone จะได้สีของสิ่งพิมพ์ออกมาเหมือนกัน 100% ซึ่งคำว่า Pantone นั้น มาจากชื่อบริษัทที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ อเมริกา ทำธุรกิจเกี่ยวกับสีสำหรับงานพิมพ์ทุกชนิดที่ต้องการความแม่นยำในการกำหนดค่าก่อนพิมพ์ 

Pantone ที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ PANTONE SOLID COLOR หรือเรียกอีกอยางหนึ่งว่า PANTONE SPOT COLOR หรือ สีพิเศษถูกนำมาใช้สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความเนี้ยบ ความคมชัด ลดโอกาสสีเพี้ยนที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี


6. หาสีธรรมชาติจากรอบตัวของเรา
เพราะบางครั้งแรงบันดาลใจก็มาจากธรรมชาติรอบตัวเรา การผสมสีที่ไม่มีวันสิ้นสุด และสีในธรรมชาติที่มีหลากหลายมากมาย สถานที่แตกต่างนำพาความรู้สึกและให้สีที่แตกต่างกันได้

7. เลือกใช้สีแค่ 2-3 สี
การใช้สีที่เยอะเกินไปอาจทำให้งานของเราดูแย่ลง วิธีส่วนใหญ่ที่คนใช้กันคือ การเลือกสี 2-3 สีในการออกแบบนั้นๆ ซึ่งสามารถใช้ Color Wheel เพื่อเลือกสี ซึ่งจะทำให้งานนั้นดูดีและมิติไม่เรียบจนเกินไป

 


8. เลือกสีหลัก แล้วหาสีเข้าคู่
เริ่มจากพิจารณาก่อนว่างานออกแบบของเรานั้นเป็นงานอะไร เพราะในแต่ละงานนั้นมีการเลือกใช้สีและให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน เช่น อยากให้อารมณ์งานออกมาอ่อนนุ่มหรือรุนแรง แล้วลองใส่รายละเอียดเข้าไปอีกนิด เช่น ฉันต้องการความโรแมนติกสีม่วง หรือ ฉันต้องการสีชมพูน่ารัก

 



9. Pinterest
แหล่งรวบรวมผลงานและไอเดียที่หลากหลาย สามารถค้นหาได้ตามที่ต้องการ นอกจากนั้นยังเป็นแหล่ง Inspiration ชั้นดี สำหรับนักออกแบบทั้งหลายอีกด้วย



10. หาความลงตัว
สิ่งสุดท้ายที่เราแนะนำสำหรับนักออกแบบคือการหาสีที่ลงตัวสำหรับงาน โทนสีที่ใช้ควรจะเป็นโทนเดียวกัน ถ้าคุณออกแบบงานที่มีโทนเข้มก็ลองปรับค่าสีให้ดูมีความเข้มให้ลงตัวกัน เพียงเท่านี้งานออกแบบของคุณจะออกมาลงตัว ไม่มีจุดไหนที่โดดเด่นหรือแปลกแยกมากจนเกินไป ในการหาโทนสีที่ลงตัวคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องคิดเองทั้งหมด ลองหาตัวอย่างสีใน Pinterest เพื่อดูงานต่างๆ โดยเฉพาะ Palettes ที่มีนักออกแบบทำออกมาให้เราศึกษา


เรียบเรียง : 
นายสราวุธ เบี้ยจรัส นักวิชาการโสตทัศนศึกษา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ

รูปภาพ : 
Jason de Graaf : www.canva.com
www.columbiaomnistudio.com
Talitha Pera : www.arquitecturasimple.com


อ้างอิง :
Sukanya.d. (2561, 02 มีนาคม). การเลือกใช้สี เพิ่มความโดดเด่นในงานออกแบบ. สืบค้นจาก
https://www.wynnsoftstudio.com/Choosing_Colors_to_Enhance_Design

อยู่อย่างไร... เมื่อภัยหมอกควันมาเยือน

หน้าแล้งของทุกปีระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มักประสบปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งสามารถรับรู้ข่าวสารได้จากหลายช่องทางทั้งทางสถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือตรวจสอบระดับคุณภาพอากาศด้วยตนเองทางโทรศัพท์จากแอปพลิเคชัน Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ แต่ถ้าเราเป็นคนในพื้นที่นอกจากรู้สภาพมลพิษทางอากาศแล้ว 
ก็จำเป็นต้องรู้วิธีที่จะเผชิญกับปัญหาและดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยทั้งขณะที่อยู่ภายในและภายนอกบ้านหรืออาคารที่เราอาศัยอยู่ด้วย

ภาพจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม http://www.onep.go.th/

การปฏิบัติขณะอยู่ภายในบ้านหรืออาคาร
  1. ทำความสะอาดภายในบ้านหรืออาคาร โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดถู แทนการใช้เครื่องดูดฝุ่น หรือไม้กวาดในการทำความสะอาดเนื่องจากจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
  2. จัดให้มีห้องสะอาดภายในบ้าน ห้องสะอาดภายในบ้านหากเป็นห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศควรเลือกห้องที่มีประตูหรือหน้าต่างน้อยที่สุด และปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิดอยู่เสมอ กรณีที่เป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและมีระบบดูดอากาศจากภายนอกเข้ามา ให้ปิดช่องอากาศนั้นเสีย เพื่อป้องกันฝุ่นเข้ามาภายในห้องสะอาด และตรวจสอบทำความสะอาดแผ่นกรองทุกเดือน
  3. ละเว้นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นหรือมลพิษเพิ่มมากขึ้น เช่น สูบบุหรี่ ใช้เตาถ่าน ทำอาหารประเภทปิ้ง-ย่าง จุดธูป-เทียน ใช้เครื่องดูดฝุ่น กวาดพื้น เป็นต้น การเว้นกิจกรรมเหล่านี้ก็เป็นการลดฝุ่นหรือมลพิษด้วย
  4. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องผลิตโอโซน หน่วยงานสาธารณสุขของ California Air Resources Board และ EPA ของสหรัฐอเมริกา มีความเห็นว่าโอโซนที่ไผลิตจากเครื่องไม่สามารถกำจัดอนุภาคออกจากอากาศได้ จึงไม่เกิดประโยชน์ต่อการลดฝุ่นในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควัน
การปฏิบัติเมื่ออยู่ภายนอกบ้านหรืออาคาร
  1. ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ หน้ากากเป็นอุปกรณ์ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สร้างมลพิษในอากาศได้สูงถึงร้อยละ 99 (หน้ากาก N95 กรองได้อย่างน้อยร้อยละ 95 ส่วนหน้ากาก N99 กรองได้ร้อยละ 99) โดยเลือกขนาดให้เหมาะสมและกระชับกับใบหน้า (ครอบได้กระชับทั้งจมูกและใต้คาง) และสวมอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันอากาศภายนอกรอดเข้าไปในหน้ากากให้น้อยที่สุด พึงระลึกไว้เสมอว่า หน้ากากป้องกันทางเดินหายใจจากมลพิษ ต่างจากหน้ากากที่แพทย์ใช้ในห้องผ่าตัด หรือผ้าเช็ดหน้า หรือหน้ากากกระดาษ เพราะหน้ากากเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ระบบหายใจได้
  2. ลดกิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมที่ต้องออกแรงมากมีโอกาสทำให้มลพิษในอากาศเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น เนื่องจากขณะออกแรงอัตราการหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกายจะเพิ่มขึ้น 10-20 เท่าของอัตราการหายใจในสภาวะปกติที่ไม่ได้ออกแรง จึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ จะทำให้เรามีความปลอดภัยมากขึ้น
  3. ลดปริมาณมลพิษจากหมอกควันภายในรถยนต์ โดยการปิดหน้าต่างหรือช่องอากาศภายในรถยนต์ และปรับอากาศภายในรถยนต์ให้เป็นระบบที่ใช้อากาศหมุนเวียนภายใน ไม่ควรปรับใช้ระบบที่นำอากาศภายนอกเข้ามาภายในรถยนต์ เพราะจะทำให้มลพิษจากภายนอกเข้าสู่ในรถยนต์ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้รถยนต์เดินทางไปไกล ๆ ควรเปิดหน้าต่างบ้าง เพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ภายใน

เรียบเรียง :
แก้วตา  ธีระกุลพิศุทธิ์  ครู ชำนาญการพิเศษ
ส่วนจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาบัน กศน. ภาคเหนือ

อ้างอิง :
กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2558). แนวทางการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจาก
มลพิษทางอากาศ กรณีหมอกควัน. สืบค้น 23 กันยายน 2563, http://hia.anamai.moph.go.th/download/hia/manual/book/book43.pdf

Voice online. (2562, 2 เมษายน). กรมอนามัยหนุนเชียงใหม่จัดห้องคลีนรูมช่วยประชาชนได้อากาศสะอาด. สืบค้นจาก http://www.voicetv.co.th/read/xsjHNEKTz

มลพิษจากอนุภาคฝุ่นละออง อันตรายคุกคามในอากาศ.  สืบค้น 24 กันยายน 2563, 
จาก https://www.bumrgunrad.com/th/health-blog/february-2018/air-pollution-threat

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรกับวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง

กระบวนการพัฒนาหลักสูตร
ในการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตร เริ่มต้นมาจากความต้องการของสังคมและชุมชน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้หลักสูตรเป็นสื่อในการพัฒนาคน ดังนั้นการสร้างหลักสูตรจึงต้องมีการดำเนินการเป็นกระบวนการ (นิรมล ศตวุฒิ และคณะ, 2546: 11)

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรประกอบด้วยขั้นตอน ซึ่งต้องทำให้สำเร็จตามลำดับ เพื่อให้โครงการพัฒนาหลักสูตรมีความสมบูรณ์ งานที่ต้องทำในแต่ละขั้นตอนมีความหลากหลาย แต่มีกำหนดผลที่แน่นอนเอาไว้ กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและเป็นวัฏจักรมากกว่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำต่อกันเป็นเส้นตรง เป็นกิจกรรมที่เป็นพลวัตรมากกว่าจะเป็นกิจกรรมที่คงที่ ซึ่ง นิรมล ศตวุฒิ (2543, 20 - 23) ได้สรุปกระบวนการพัฒนาหลักสูตรไว้ดังภาพ
◘ ขั้นตอนการร่างหลักสูตร (ขั้นที่ 1 - 4) 
ขั้นที่ 1 การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน เป็นการวิเคราะห์ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้ ผู้เรียน สังคม และเนื้อหาความรู้
  • การวิเคราะห์ปรัชญาการศึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดของนักปรัชญาและนักจิตวิทยา แล้วนำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
  • การวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน มีจุดประสงค์เพื่อพิจารณาความต้องการของผู้เรียนและพัฒนาหลักสูตรให้สนองตอบความต้องการเหล่านั้น
  • การวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคม เพื่อศึกษาสภาพสังคมในปัจจุบันและอนาคตทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม ระบบครอบครัว ค่านิยมของสังคม รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมแล้วนำมาพัฒนาหลักสูตรที่เตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะไปดำรงชีวิตและปฏิบัติในสังคมนั้น
  • การวิเคราะห์เนื้อหาความรู้ เพื่อศึกษาลักษณะธรรมชาติของเนื้อหาความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าทางวิทยาการเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรที่ประกอบด้วยเนื้อหาความรู้ที่ทันสมัย
ขั้นที่ 2 กำหนดหลักการและจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นการนำข้อมูลพื้นฐานที่วิเคราะห์และรวบรวมได้ในขั้นที่ 1 มาเป็นแนวคิดและตัวชี้นำในการกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรในหลักการ และกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียนจบหลักสูตรในจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะมีความรู้ ทักษะ แนวคิดอะไร มีเจตคติอย่างไร สามารถทำอะไรได้ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างไร

ขั้นที่ 3 เลือกและจัดเนื้อหาและประสบการณ์ในหลักสูตร
  • เลือกและจัดเนื้อหาและประสบการณ์ที่ช่วยเอื้อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดหวังไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หรือบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
  • จัดทำโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วยรายวิชา หรือหัวเรื่องของเนื้อหา และเวลาเรียน
  • จัดทำคำอธิบายของเนื้อหาของแต่ละรายวิชา หรือแต่ละหัวเรื่อง
ขั้นที่ 4 กำหนดแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแนวทางการประเมินหลักสูตร
  • การกำหนดแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการกำหนดวิธีการประเมินผลพร้อมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินได้ว่าผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
  • การกำหนดแนวทางการประเมินหลักสูตร เป็นการกำหนดรูปแบบที่จะใช้ในการประเมินหลักสูตร หรือวิธีการที่จะใช้ในการประเมินหลักสูตร
◘ ขั้นตอนหลังจากการร่างหลักสูตร (ขั้นที่ 5 – 8)
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรและปรับแก้ก่อนนำไปใช้ เป็นขั้นที่นำหลักสูตรที่ร่างเสร็จแล้วไปตรวจสอบ ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบได้หลายวิธี เช่น การใช้รูปแบบการตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร การตรวจสอบกับลักษณะของหลักสูตรที่ดี การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหรือคณะกรรมการ หรือวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบของหลักสูตรเพื่อพิจารณาความเหมาะสม เป็นต้น แล้วนำผลการตรวจสอบมาปรับปรุงแก้ไขร่างหลักสูตรให้ดีขึ้น เตรียมพร้อมที่จะนำไปใช้

ขั้นที่ 6 นำหลักสูตรไปใช้ เป็นขั้นที่นำหลักสูตรที่ตรวจสอบคุณภาพและแก้ไขให้สมบูรณ์แล้วไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่มั่นใจว่าได้มีการใช้หลักสูตรอย่างเหมาะสม เช่น วางแผนการสอน ทดสอบก่อนเรียน จัดการเรียนการสอนและบริหารหลักสูตร ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเป็นต้น

ขั้นที่ 7 ประเมินหลักสูตร เป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบ ทุกขั้นตอน แล้วนำผลจากการประเมินมาพิจารณาร่วมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน เพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร และนำผลการประเมินมาปรับปรุงประสิทธิภาพของหลักสูตร

ขั้นที่ 8 ปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร เป็นการนำผลการประเมินหลักสูตรมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในกรณีผลการประเมินพบข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรคในส่วนปลีกย่อย ผู้พัฒนาหลักสูตรจะดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร หากพบข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรคในประเด็นใหญ่ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างของหลักสูตรก็จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร

วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle - PDCA)
วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle - PDCA) เป็นวงจรที่พัฒนามาจากวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์ ซิวฮาร์ท (Walter Shewhart) ผู้บุกเบิกการใช้สถิติสำหรับวงการอุตสาหกรรม และต่อมาวงจรนี้เริ่มรู้จักกันมากขึ้นเมื่อ เอดวาร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) ปรมาจารย์ด้านการบริหารคุณภาพ ได้เผยแพร่ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับปรุงกระบวนการทำงานของพนักงานภายในโรงงานให้ดียิ่งขึ้น และช่วยค้นหาอุปสรรคในแต่ละขั้นตอนการผลิตโดยพนักงานเอง จนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “วงจรเดมมิ่ง” ต่อมาพบว่า แนวคิดในการใช้วงจร PDCA นั้น สามารถนำมาใช้ได้กับทุกกิจกรรม จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลก โดยใช้อักษรนำของศัพท์ภาษาอังกฤษ มาเป็นตัวย่อ คือ PDCA ดังนี้
P: Plan หมายถึง วางแผน
D: Do หมายถึง ปฏิบัติตามแผน
C: Check หมายถึง ตรวจสอบ/ประเมินผลและนำผลประเมินมาวิเคราะห์
A: Action หมายถึง ปรับปรุงแก้ไขดำเนินการให้เหมาะสมตามผลการประเมิน
การเปรียบเทียบกระบวนการพัฒนาหลักสูตรกับวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle - PDCA)
จากกระบวนการพัฒนาหลักสูตร 8 ขั้นตอน ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle - PDCA) จะเห็นได้ว่า การดำเนินการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรตามกระบวนการพัฒนาหลักสูตร มีลักษณะการดำเนินงานใกล้เคียงกับการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง ดังแผนภาพ
การเปรียบเทียบกระบวนการพัฒนาหลักสูตรกับวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle - PDCA)


จากการเปรียบเทียบการดำเนินการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรตามกระบวนการพัฒนาหลักสูตรกับการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง แสดงให้เห็นว่า หลักสูตรจะมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายทางการศึกษาได้ จะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งต้องทำให้สำเร็จตามลำดับ และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนกระบวนการ หากพบข้อบกพร่อง ก็จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพบริบทและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานอีกครั้ง เช่นเดียวกับการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง เช่น การประกันคุณภาพ การดำเนินงานประจำปีของหน่วยงานและสถานศึกษา เป็นต้น


เรียบเรียง :
อรวรรณ ฟังเพราะ  ครู ชำนาญพิเศษ กลุ่มวิชาการ  ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง

อ้างอิง :
นิรมล ศตวุฒิ. (2543). การพัฒนาหลักสูตร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ. (2560). คู่มือการพัฒนาหลักสูตร สำหรับครู กศน.. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลำปาง: บอยการพิมพ์.

บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา

บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (Branching Programme) เป็นแนวคิดของคราวเดอร์ (Crowder) ซึ่งลักษณะบทเรียนจะคล้ายกับแบบเลือกตอบของเพรสซี กล่าวคือ การสร้างบทเรียนตามหลักการของเพรสซี (Pressey) โดยที่ผู้เรียนทุกคนอ่านข้อความเดียวกันตามลำดับเดียวกัน และตอบคำถามเหมือนกัน เมื่อผู้เรียนตอบคำถามถูกต้องจะมีสิ่งเร้าถัดไปมาเสนอให้ แต่ถ้าผู้เรียนตอบผิดจะมีข้อยกเว้น คือ ต้องกลับไปอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาในกรอบเดิมอีกครั้ง แล้วจึงเลือกคำตอบใหม่อีกจนกว่าจะถูกต้อง การตอบถูกจึงเป็นการให้รางวัลหรือการเสริมแรงแก่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้จากคำตอบที่ถูกนั้น แต่การสร้างบทเรียนตามแนวคิดของแนวคิดของคราวเดอร์ มีข้อแตกต่างกันตรงที่ว่า ตัวเลือกในแต่ละตัวจะนำผู้เรียนให้ไปศึกษาในกรอบหรือหน้าอื่นต่อไป การเรียงลำดับขั้นหรือกรอบ (Frame) จะไม่เป็นตามลำดับ ถ้าผู้เรียนตอบคำถามของกรอบในบทเรียนนั้นได้ถูกต้อง ก็อาจจะข้ามกรอบบางกรอบไปเรียนในกรอบของเนื้อหาของบทเรียนที่กำหนด ถ้าผู้เรียนตอบผิดจะได้รับการอธิบายเหตุผลหรือสาเหตุที่ผิด และอาจให้เรียนเพิ่มเติมจากหน่วยย่อยอีก ดังนั้นผู้เรียนต้องทำตามคำแนะนำในแต่ละกรอบอย่างเคร่งครัด ซึ่งหน่วยย่อยหรือกรอบในบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขามี 2 ชนิด คือ 1) กรอบยืน เป็นกรอบที่อธิบายเนื้อหาและมีคำถามแบบเลือกตอบหลายคำตอบให้ผู้เรียนเลือก 2) กรอบสาขา เป็นกรอบที่ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนตอบคำถามในกรอบนั้นได้ถูกต้อง (อรนุช ลิมตศิริ, 2546: 157-159)

นอกจากนี้ นิรมล ศตวุฒิ และศักดิ์ศรี ปาณะกุล (2544, 197-198) ยังกล่าวไว้ว่า บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขาไม่ได้เสนอความรู้เรียงกรอบและผู้เรียนเรียนไปตามลำดับเป็นเชิงเส้น แต่บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขาจะมีกรอบหลักอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งไม่ต่อเนื่องกัน เช่น 1, 3, 4, 7, 9, 11 ถ้าผู้เรียนตอบคำถามในกรอบหลักถูกทุกครั้งก็จะเรียนจบภายใน 6 กรอบนี้ สำหรับผู้เรียนที่ตอบคำถามในกรอบหลักแล้วไม่ถูกต้องก็จะถูกส่งไปเรียนหรือดูคำอธิบายที่ง่ายขึ้นในกรอบซ่อม เช่น 

ภาพที่ 1 : ถ้าตอบคำถามในกรอบที่ 1 ไม่ถูก ก็จะส่งไปเรียนกรอบที่ 5 แล้วจึงส่งกลับไปเรียบกรอบเดิม เมื่อตอบถูกก็จะเรียนกรอบ 3 ถ้าตอบคำถามในกรอบ 3 ไม่ถูกก็จะถูกส่งไปเรียนกรอบ 8 ก่อน แล้วจึงส่งกลับไปเรียนกรอบเดิม เมื่อตอบถูกก็ไปเรียนกรอบ 4 ต่อไป หรือเมื่อเรียนซ่อมในกรอบ 8 แล้ว อาจจะส่งไปเรียนกรอบ 4 ต่อไปเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมโยงของเนื้อหา 

จะเห็นได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนตามจำนวนกรอบที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนในการทำความเข้าใจเนื้อหา และความถูกต้องในการตอบคำถาม

ลักษณะบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา 
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล (2550, 4-6) กล่าวว่าบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้ 

1. กรอบสาขาแบบ Remedial Loops
ถ้าผู้เรียนไม่สามารถตอบคำถามในกรอบสาระการเรียนรู้หลักได้แล้วจะต้องเข้าไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในกรอบการเรียนรู้สาขาที่แตกแขนงออกมาตั้งแต่สองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรู้สาขาแรกแล้วก็สามารถกลับไปศึกษาในกรอบสาขาการเรียนรู้หลักได้ในทันที แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็ศึกษาในสาระการเรียนรู้สาขาอื่น ๆ จนพร้อมแล้วจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรู้หลักอีกครั้ง เมื่อผ่านแล้วก็ศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ถัดไป ดังภาพที่ 2

2. กรอบสาขาแบบ Secondary Tracks
เมื่อผู้เรียนศึกษาเรียนรู้ในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ 1 และสามารถตอบคำถามได้ก็ผ่านไปเรียนรู้ในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ 2 ถ้าไม่ผ่านต้องกลับไปศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้สาขา 1 ถ้าตอบได้ถูกต้องก็ไปเรียนในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ 2 แต่ถ้าตอบผิดก็ต้องไปเรียนในกรอบสาระการเรียนรู้สาขา 2 จนกว่าจะผ่าน ดังภาพที่ 3


3. กรอบสาขาแบบ Gate Frame
เมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ 1 แล้ว สามารถที่จะข้ามกรอบสาระการเรียนรู้ไปข้างหน้าได้หลายกรอบ แต่เมื่อข้ามกรอบสาระการเรียนรู้ไปแล้ว ไม่สามารถตอบคำถามในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ข้ามได้ต้องถอยกลับคืนไปกรอบสาระการเรียนรู้ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นต้น ดังภาพที่ 4


ชนิดของกรอบในบทเรียนสำเร็จรูป
  1. กรอบตั้งต้น (Set Frame) เป็นกรอบที่เป็นเสมือนกรอบนำเข้าสู่บทเรียน ในกรอบนี้จะเป็นข้อมูลการเรียนรู้หลักการ ทฤษฎี และคำถามง่าย ๆ ที่กำหนดให้ผู้เรียนตอบคำถามได้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจหรือเสริมแรงให้มีความสุขกับการเรียนรู้
  2. กรอบฝึกหัด (Practice Frame) เป็นกรอบที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกหัดทำกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระเชื่อมโยงมาจากกรอบตั้งต้น ในกรอบฝึกหัดนี้เป็นกรอบสำหรับการฝึกทักษะการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรู้จะเพิ่มมากขึ้นกว่ากรอบตั้งต้น
  3. กรอบรองกรอบส่งท้าย (Sub-Terminal Frame) เป็นกรอบการเรียนรู้ก่อนที่จะถึงกรอบการเรียนรู้สรุปที่ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้มาตามลำดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เข้มข้นขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนใกล้จะสรุปองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากบทเรียนสำเร็จรูปได้อย่างชัดเจนถูกต้อง
  4. กรอบส่งท้าย (Terminal Frame) เป็นกรอบสาระการเรียนรู้สรุปสุดท้าย หรือกรอบจบของบทเรียนสำเร็จรูป เป็นกรอบที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้น และยากกว่าสาระการเรียนรู้อื่นที่ผ่านมา
ส่วนประกอบของบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบด้วย
  1. คำชี้แจง / คำแนะนำในการศึกษาด้วยบทเรียนฉบับนั้น
  2. แนวคิด
  3. วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เกิดจากการศึกษาบทเรียนสำเร็จรูป
  4. เนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปยาก
  5. แบบฝึกหัด / คำถาม เพื่อทบทวนความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้ศึกษา พร้อมเฉลย
  6. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
  7. เฉลยแบบทดสอบ
ขั้นตอนในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป 
การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปมีขั้นตอนในการสร้าง 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning Stage)

  1. ศึกษาหลักสูตร
    ขั้นแรกสุดต้องศึกษาหลักสูตรให้ละเอียดเพื่อทราบว่าจะต้องสอนอะไร มีเนื้อหาอะไร ควรศึกษาเอกสารหลักสูตรต่าง ๆ เช่น ประมวลการสอน คู่มือครู ตำราเรียน สมุดแบบฝึกหัด เป็นต้น เมื่อเลือกเนื้อหาที่จะนำมาสร้างบทเรียนสำเร็จรูปได้แล้ว ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะสร้างแบบเส้นตรงหรือแบบสาขา
  2. ขั้นกำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้า
    โดยอาศัยจากหลักสูตรและความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก จุดมุ่งหมายนี้ควรมีทั้งจุดมุ่งหมายทั่วไปที่กล่าวไว้กว้าง ๆ และจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) ที่สามารถสังเกตและวัดผลได้
  3. วิเคราะห์เนื้อหา (Task Analysis)
    เป็นการนำเอาเนื้อหาทั้งหมดที่จะสร้างมาแตกเป็นหัวข้อย่อยอย่างละเอียด และเรียนลำดับจากง่ายไปหายาก การกระทำเช่นนี้เรียกว่า “การวิเคราะห์ภารกิจ” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจได้ดีตลอดบทเรียน ซึ่งการวิเคราะห์ภารกิจนั้นทำให้ทราบว่าในการเรียนเรื่องนั้น ๆ จะต้องอาศัยความรู้พื้นฐานหรือพฤติกรรมเมื่อเริ่มเรียนอะไรบ้าง ระหว่างเรียนจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal Behavioral) คืออะไร
  4. การสร้างแบบทดสอบ
    เป็นการสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดผลการเรียนรู้ในบทเรียนเรื่องนั้น ซึ่งจะสร้างโดยยึดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็นหลัก แบบทดสอบนั้นนอกจากจะช่วยให้ทราบผลการเรียนหลังจากเรียนบทนั้นแล้ว ยังช่วยให้ทราบถึงความงอกงามในการเรียนจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้ายโดยการพิจารณาคะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับก่อนเรียน (Pre-test) ถ้าผลการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมากแสดงว่าผู้เรียนเกิดความงอกงาม และชี้ให้เห็นว่าบทเรียนมีประสิทธิภาพ ซึ่งแบบทดสอบนี้ต้องเป็นแบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบที่ใช้ก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนสำเร็จรูปนี้ ควรเป็นฉบับเดียวกัน หรือถ้าเป็นแบบทดสอบคนละฉบับ ก็ควรเป็นแบบทดสอบที่วัดในเนื้อหาเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน แต่ต่างกันในเรื่องวิธีการหรือข้อความเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินการเขียน (Developmental Stage)
  1. เขียนบทเรียน
    ในการเขียนบทเรียนสำเร็จรูปนั้นประกอบด้วยหน่วยย่อย ซึ่งเรียกว่า กรอบ (Frame) ตั้งแต่กรอบแรกจนกรอบสุดท้าย โดยอาจเลือกการเขียนแบบเส้นตรงหรือแบบแตกกิ่งก็ได้
  2. ทบทวนและแก้ไข
    หลังจากเขียนบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ควรพิจารณาหาจุดบกพร่องและแก้ไขทางด้านความถูกต้องของเนื้อหา ภาษา และเทคนิคการเขียน เช่น ความต่อเนื่องของบทเรียน และความเหมาะสมของการแบ่งกรอบ เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นทดลอง (Try Out) แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
  1. การทดลองเป็นรายบุคคลและปรับปรุงแก้ไข (Individual Try Out and Revision)
    เมื่อเขียนบทเรียนเสร็จแล้วควรนำไปทดลองใช้กับผู้เรียนทีละคน โดยเลือกผู้เรียนที่เรียนอ่อนกับปานกลาง เพราะจะได้ข้อมูลในการแก้ไขจุดบกพร่องดีกว่าเลือกเด็กเก่ง ก่อนที่ผู้เรียนจะได้เรียนบทเรียนสำเร็จรูปนี้ ควรทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จากนั้นจึงให้ผู้เรียนเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปทีละกรอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันผู้สร้างบทเรียนจะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน
    ถ้าข้อความใดที่ผู้เรียนไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจ หรือมีความคิดเห็นใด ๆ จากการเรียนบทเรียน ผู้สร้างบทเรียนจะจดบันทึกไว้เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ข้อสำคัญคือ ครูต้องสร้างความเข้าใจอันดีกับผู้เรียนเพื่อให้ได้รับความร่วมมืออย่างดี เมื่อผู้เรียนเรียนจบบทเรียนแล้วก็ให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) อีกครั้งหนึ่ง การทดลองระยะนี้กระทำกับผู้เรียนทีละคน ประมาณ 3 – 4 คน บางครั้งเรียกการทดลองระยะนี้ว่า การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (one to one) เมื่อปรับปรุงแก้ไขในขั้นนี้แล้วก็นำไปทดลองในระยะที่สองต่อไป
  2. การทดลองเป็นกลุ่มและปรับปรุงแก้ไข (Group Try Out and Revision)
    นำบทเรียนที่ผ่านการปรับปรุงจากข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้รายบุคคลมาทดลองกับผู้เรียนปานกลาง จำนวน 5-8 คน ก่อนทำการทดลองควรสร้างความเข้าใจแก่ผู้เรียนเสียก่อน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าตนเป็นที่ปรึกษาและให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขบทเรียนให้ดีขึ้น หลังจากนั้นก็ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับผู้เรียนทั้งกลุ่ม เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้หลังจากเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปแล้ว และจะทราบได้ว่าผู้เรียนรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เมื่อผู้เรียนทำแบบทดสอบแล้วก็เริ่มเรียนบทเรียนได้ ผู้สร้างบทเรียนต้องบันทึกเวลาเริ่มเรียนบทเรียน เพื่อทราบเวลาเรียนโดยเฉลี่ยในการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปนี้ หลังจากเรียนบทเรียนจบแล้วก็ให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ผลการสอบครั้งหลังจะเป็นเครื่องชี้ว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ จากนั้นผู้สร้างบทเรียนสำเร็จรูปควรซักถามถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้เรียนพบขณะเรียนจากบทเรียน เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงบทเรียนต่อไป
  3. การทดลองภาคสนามหรือทดลองกับห้องเรียนจริง และปรับปรุงแก้ไข (Field Try Out and Revision)
    นำบทเรียนที่ผ่านการปรับปรุงในขั้นการทดลองเป็นกลุ่มไปทดลองใช้กับผู้เรียนในสภาพห้องเรียนจริง โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเช่นเดียวกับระยะแรก ๆ จุดมุ่งหมายของการทดสอบกับห้องเรียนจริง คือ ต้องการทราบความเที่ยงตรง (Validity) ในการทำหน้าที่ของบทเรียน คือ ต้องการทราบว่าใช้ได้ดีกับผู้เรียนในสภาพจริงหรือไม่ เนื่องจากก่อนทดลองภาคสนาม บทเรียนนี้ได้ผ่านการปรับปรุงแก้ไขมาหลายครั้ง จึงคาดว่าส่วนที่ต้องแก้ไขจะมีน้อย แต่ถ้ามีข้อบกพร่องอีก ก็ต้องปรับปรุงแก้ไข จนเป็นที่แน่ใจว่าเหมาะสมที่จะนำไปแพร่หลายและเชื่อได้ว่าบทเรียนโปรแกรมนี้ใช้ได้ผลแน่นอน จึงนำไปใช้ในขั้นต่อไป
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นนำไปใช้ (Implementation)
เป็นขั้นที่นำบทเรียนสำเร็จรูปที่ผ่านการทดลองทั้ง 3 ระยะ มาแล้วอย่างได้ผล และนำไปใช้กับนักเรียนในสภาพชั้นเรียนทั่วไป และเป็นไปอย่างแพร่หลายกว้างขวาง อย่างไรก็ตามผู้สร้างบทเรียนสำเร็จรูปยังต้องติดตามผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

เรียบเรียง :
อรวรรณ ฟังเพราะ ครู ชำนาญพิเศษ กลุ่มวิชาการ  ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง

อ้างอิง :
ศักดิ์ศรี ปาณะกุล และนิรมล ศตวุฒิ. (2546). การเขียนเอกสารวิชาการ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อรนุช  ลิมตศิริ. (2546). นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล. (2550, มิถุนายน.). บทเรียนสำเร็จรูป . การประชุมจัดโดย สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ, โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว เชียงใหม่. 

บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง

บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (Linear Programme) ประกอบด้วยบทเรียนที่แบ่งเป็นตอนสั้น ๆ แล้วนำเสนอเป็นขั้นสั้น ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเนื้อหาส่วนที่ง่ายหรือส่วนที่เป็นพื้นฐานไปเป็นลำดับจนถึงเนื้อหาที่ยากและซับซ้อนขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการ “สนองตอบ” ในแต่ละขั้นสั้น ๆ คือ ผู้เรียนจะได้ลองตอบคำถาม เติมข้อความหรือเลือกคำตอบแล้วมี “ผลป้อนกลับ” คือมีการเฉลยคำตอบหรือแนวคำตอบให้ได้ตรวจสอบทันที ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตัวเองได้ลองทำนั้นถูกต้องหรือไม่ ในบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงนั้นผู้เรียนจะเรียนเรียงตามลำดับตาม “กรอบ” หรือขั้นสั้น ๆ ของบทเรียน ที่เสนอเนื้อหาไปทีละน้อยทีละน้อยอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนไปตามความเร็วช้าของตนเองโดยไม่ต้องรอผู้เรียนคนอื่น ซึ่งเป็นลักษณะการเรียนด้วยตนเอง ที่ผู้เรียนสามารถเรียนตามอัตราความสามารถของตนเอง ขณะที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ผู้เรียนจะต้องบันทึกประสบการณ์การเรียนของตนเองเอาไว้ กล่าวคือขณะที่เรียนแต่ละขั้นในแต่ละกรอบ ผู้เรียนจะเขียนคำตอบลงไปด้วย เพื่อจะได้ตรวจสอบรวบยอดว่าตนเองทำผิดอะไร ตรงไหน จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ ตลอดบทเรียน เป็นการตรวจสอบตนเองของผู้เรียนเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง

การเสนอบทเรียนเป็นขั้นสั้น ๆ ในแต่ละกรอบที่เรียนลำดับไปทีละน้อยทีละน้อย จากความรู้ที่ง่ายหรือเป็นพื้นฐานไปสู่ความรู้ที่ยากหรือซับซ้อนขึ้นนั้น ในบางกรอบจะมีการย้ำทบทวนเนื้อหาความรู้ที่ได้เสนอไปแล้วอีกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้แม่นยำขึ้น และจะมีกรอบที่ย้ำหรือทบทวนเช่นนี้เป็นระยะ ๆ แต่วิธีการเสนอกรอบทบทวนนี้จะแตกต่างไปจากวิธีการที่ได้เสนอเมื่อเริ่มแรก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายที่จะต้องเรียนซ้ำ และเมื่อจบบทเรียนแล้วก็จะมีกรอบทบทวนบทเรียนทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งเป็นการประเมินผลการเรียนไปด้วยในตัว

หลักของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ประกอบด้วย
  1. หลักของการแบ่งบทเรียนเป็นตอนสั้น ๆ นำเสนอเป็นขั้นสั้น ๆ ภายในกรอบเรียงตามลำดับ
  2. หลักของการให้ผู้เรียนมีการสนองตอบขณะเรียน ได้มีโอกาสลองทำ ลองตอบ
  3. หลักของการให้ผลป้อนกลับ โดยมีเฉลยคำตอบหรือให้แนวตอบทันทีหลังจากผู้เรียนลองทำ และลองตอบ
  4. หลักของการทวนซ้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อย้ำความแม่นยำในการเรียนรู้ และหลักของการสรุปทบทวนท้ายบทเรียน
  5. หลักของการเรียนด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนได้เรียนตามอัตราความสามารถและความเร็วช้าของตนเอง
  6. หลักของการตรวจสอบตนเองทั้งระหว่างเรียนและเมื่อจบบทเรียน โดยผู้เรียนเขียนคำตอบไว้ในกรอบตรวจสอบกับเฉลยคำตอบทุกครั้ง แล้วตรวจสอบรวบยอดว่าผิดพลาดมากน้อยเพียงใดอีกครั้งเมื่อจบบทเรียน
นอกจากนี้ อรนุช ลิมตศริ (2546, 157 - 158) ได้กล่าวถึงบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงไว้ว่า มีหลักการในการสร้างบทเรียนโดยจัดเรียงลำดับขั้นและหน่วยย่อยของบทเรียนจากง่ายไปหายาก หน่วยย่อยนั้นเรียกว่า “กรอบ” (Frame) ผู้เรียนจะต้องเรียนจากกรอบแรกไปจนกระทั่งกรอบสุดท้ายของบทเรียนโดยข้ามหน่วยใดหน่วยหนึ่งไม่ได้ ความรู้จากกรอบแรกจะเป็นพื้นฐานของกรอบถัดไป ในแต่ละกรอบพร้อมด้วยคำถาม ซึ่งจะให้ผู้เรียนตอบได้เป็น 2 ลักษณะ คือ แบบเลือกคำตอบ และแบบเติมคำหรือข้อความ ดังนี้

ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง
  1. บทเรียนที่ให้ผู้เรียนเลือกคำตอบ เป็นการสร้างบทเรียนตามหลักการของเพรสซี (Pressey) โดยที่ผู้เรียนทุกคนอ่านข้อความเดียวกันตามลำดับเดียวกัน และตอบคำถามเหมือนกัน เมื่อผู้เรียนตอบคำถามถูกต้องจะมีสิ่งเร้าถัดไปมาเสนอให้ แต่ถ้าผู้เรียนตอบผิดจะมีข้อยกเว้น คือ ต้องกลับไปอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาในกรอบเดิมอีกครั้ง แล้วจึงเลือกคำตอบใหม่อีกจนกว่าจะถูกต้อง การตอบถูกจึงเป็นการให้รางวัลหรือการเสริมแรงแก่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้จากคำตอบที่ถูกนั้น ดังภาพ


  2. บทเรียนชนิดเติมคำหรือข้อความ เป็นผลจากการศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ของสกินเนอร์ (Skinner) เน้นที่การระลึกหาคำตอบ (recall) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ดังภาพ


เรียบเรียง :
อรวรรณ ฟังเพราะ  ครู ชำนาญพิเศษ กลุ่มวิชาการ  ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง

อ้างอิง :
ศักดิ์ศรี ปาณะกุล และนิรมล ศตวุฒิ. (2546). การเขียนเอกสารวิชาการ. พิมพ์ครั้งที่ 3. 
กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อรนุช  ลิมตศิริ. (2546). นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : 
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.