Showing posts with label ความเข้าใจดิจิทัล. Show all posts
Showing posts with label ความเข้าใจดิจิทัล. Show all posts

คุกกี้ (Cookie) บนเว็บไซต์คืออะไร

เมื่อเราเข้าไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเว็บบราวเซอร์ (web browser) ในเว็บไซต์ต่าง ๆ จะสังเกตเห็นหน้าต่างป็อปอัพที่ขึ้นมาสอบถามว่า ยอมรับ/ไม่ยอมรับคุกกี้ (Cookie) ซึ่งผู้ใช้อย่างเรา ๆ ก็งง ว่า คุกกี้ (Cookie) คืออะไร แล้วการกดยอมรับ หรือไม่ยอมรับมันดียังไง? ต้องกดยอมรับไหม? จะเสี่ยงข้อมูลหลุดมั้ย? มันเก็บข้อมูลอะไรของเราไปบ้าง ?

Cookie คืออะไร
Cookie เป็นไฟล์ข้อความ (Text File) ขนาดเล็กที่ถูกจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสามารถอธิบายได้ว่าเป็นสิ่งที่เว็บไซต์ทั้งหลายใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้ และใช้จัดการเกี่ยวกับให้บริการบนเว็บไซต์ให้ตรงกับการใช้งานของผู้ใช้ 

Cookie ใช้เพื่อทำอะไร
Cookies ทำให้ใช้งานเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้ใช้เว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การจดจำการตั้งค่าความชอบ (preference settings)

ประเภทของ Cookie บนเว็บไซต์
  1. Cookie แบบช่วงเวลาหรือแบบชั่วคราว (Session Cookies) Cookie ประเภทนี้จะทำงานเมื่อเราเปิดเว็บไซต์เท่านั้น โดยจะทำการบันทึกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ เมื่อปิดเว็บไซต์แล้ว ก็จะทำการลบไฟล์คุกกี้นั้นทันที โดยไม่มีการบันทึกข้อมูลใด ๆ เก็บไว้
  2. Cookie ถาวร (Persistent Cookies) เมื่อปิดเบราว์เซอร์ไปแล้ว Cookie ประเภทนี้จะยังคงถูกจัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และจะถูกดึงข้อมูลมาใช้ทุกครั้งที่ผู้ใช้เข้าใช้งานเบราว์เซอร์ในครั้งต่อไป ช่วยให้เว็บไซต์จดจำผู้ใช้และความสนใจของผู้ใช้ เพื่อที่จะได้เลือกแสดงผลเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ เช่น รายละเอียดการเข้าสู่ระบบ รายการสินค้าที่ดูล่าสุด 
  3. Cookies บุคคลที่สาม (Third-party Cookies) ถูกสร้างและกำหนดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร บริษัท หรือบุคคลภายนอกที่เจ้าของเว็บไซต์ได้ใช้บริการอยู่ เช่น ใช้บริการวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าใช้งาน หรือการสร้างและการส่งโฆษณา ทำหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหว ดูพฤติกรรมการออนไลน์ และลักษณะการใช้จ่ายของผู้ใช้เว็บไซต์นั้น ๆ และอนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถแสดงโฆษณาต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ มักนำมาใช้ในการทำการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดเพจวิว 
  4. Cookies บุคคลที่หนึ่ง (First-party Cookies) คุกกี้ประเภทนี้ เจ้าของเว็บไซต์จะเป็นผู้กำหนดขึ้นมา เพื่อปรับปรุงการทำงานโดยรวมของเว็บไซต์ แม้จะปิดเว็บไซต์ออกไปแล้วก็ยังคงจดจำข้อมูลเอาไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น ข้อมูลการลงชื่อเข้าสู่ระบบ 
  5. Cookies คุกกี้ทางการตลาด (Marketing Cookies) คุกกี้ประเภทนี้คล้ายกับThird-party Cookies ถูกใช้ในการติดตามผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาและการดำเนินการด้านการตลาด
  6. Cookies เพื่อการวิเคราะห์ (Performance and analytical cookies) เป็นคุกกี้ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ คุกกี้ประเภทนี้ช่วยเว็บไซต์จดจำข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสามารถในการใช้งานโดยรวมของเว็บไซต์ได้ เพื่อปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้ใช้เว็บไซต์ เช่น ภาษาที่ใช้ หรือการปรับเปลี่ยนไปตามประเทศ หรือเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเข้าใช้
ตัวอย่าง การให้ความยินยอมและการตั้งค่าคุกกี้ในหน้าเว็บไซต์ THE STANDARD
จาก https://thestandard.co/

ข้อดีของ Cookie
  1. ช่วยจดจำเวลาที่เราเข้าไปยังเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง และเมื่อมีโฆษณาจากแพลตฟอร์มอื่นมาปรากฏ ก็จะเห็นแค่โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของเราเท่านั้น
  2. ช่วยบันทึกข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล ทำให้ใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
  3. ช่วยจดจำพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์ของเราได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเสิร์ชหาข้อมูลอะไรบ่อย ๆ Search engine ก็จะปรากฏเว็บไซต์ที่เข้าชมบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ 
ข้อควรระวังในการใช้งาน Cookie
  1. Cookie บางประเภทจะติดตามพฤติกรรมการใช้งานของคุณ และมักเน้นจุดประสงค์เพื่อการตลาด และการโฆษณาเป็นหลัก เช่น Third-party cookie
  2. ผู้ใช้งานเว็บไซต์ควรจะมีการพิจารณาในทุกครั้งก่อนที่จะยินยอมให้ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานและด้านข้อมูลส่วนบุคคล
  3. ข้อมูลส่วนตัวของคุณอาจถูกลักลอบส่งกลับไปยังเว็บไซต์ไม่พึงประสงค์ จนนำไปสู่การถูกแฮกข้อมูลบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ 

อ้างอิง:
วณิชชา วรรคาวิสันต์. (2564, 15 กันยายน). Cookie บนเว็บไซต์คืออะไรนะ ?. https://goonlinethailand.com/blog/lifestyle/cookie-web/

ทำความรู้จัก Cookies คืออะไร ? ทำไมจึงมักจะปรากฎตามเว็บไซต์อยู่เสมอ. (2565, 6 พฤษภาคม).https://cookiewow.com/th/blogs/what-is-cookies-and-how-it-is-important-for-your-website

Cloud Computing คืออะไร?

Cloud Computing คือ ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าถึง IT Resource ทุกประเภทได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต คล้ายกับการเก็บข้อมูลไว้บนกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้าซึ่งจะทำให้เราสามารถมองเห็นได้จากทุกที่ทุกเวลา

ตัวอย่างการใช้ Cloud Computing ในชีวิตประจำวัน
  1. ช่วงเช้าอ่าน Email ผ่าน Gmail และ Video Call Conference ผ่าน Google Meet
  2. ช่วงสายทำงานผ่าน Microsoft Teams
  3. ช่วงเที่ยงใช้ Internet Banking จ่ายค่าอาหาร
  4. ช่วงเย็นถ่ายรูปและ Upload ไปเก็บไว้ใน iCloud แล้วซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Amazon
ภาพโดย Macrovecter จาก Freepik

ประเภทของ Cloud Computing 
Cloud Computing แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
 
1. ระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) 
คือการที่องค์กร หน่วยงาน หรือบริษัท เป็นผู้ลงทุนจัดตั้งคลาวด์ขององค์กรของตนเองขึ้นมา โดยลงทุนทั้งในส่วนของ Hardware และ Software เป็นพื้นฐานในการทำ และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud Datacenter) ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น
ข้อดี : ข้อมูลปลอดภัยเพราะจัดเก็บอยู่ภายในศูนย์ข้อมูล (Datacenter) ของตัวเอง
ข้อจำกัด : ไม่สามารถขยายการจัดเก็บข้อมูลแบบ Scale Out อย่างกะทันหัน เมื่อเกิดช่วงเวลาที่มีภาวะการทำงานสูงสุด Workload Peak Time ได้เหมือนกับคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) และมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องลงทุนซื้อ Hardware และ Software รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบเองทั้งหมด

2. ระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่องค์กร/หน่วยงานเข้าไปใช้บริการ โดยอาจจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี
ข้อดี : ประหยัดเงินได้มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud Datacenter) เป็นของตัวเอง
ข้อจำกัด ; อาจมีปัญหาด้านนโยบายในการตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Policy Audit) ของบางองค์กร ที่ห้ามเก็บข้อมูลไว้นอกองค์กร

3. ระบบคลาวด์แบบผสม (Hybrid Cloud) คือ เป็นการเอาข้อดีของระหว่างระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) มาใช้เพื่อการขยายการจัดเก็นข้อมูล Scale Out ในการประมวลผลในช่วงเวลาที่เกิดภาวะการทำงานสูงสุด Workload Peak Time เป็นต้น
ข้อดี : เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการได้มากขึ้นและอุดข้อเสียของทั้ง 2 รูปแบบนั้นได้
ข้อจำกัด : มีความยุ่งยาก เพราะรายละเอียดของ Cloud ทั้งสองแบบนั้นต่างกันมาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญปรับแต่งระบบให้ทำงานร่วมกันและทดสอบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียร
ภาพโดย fullvector จาก Freepix

ประเภทการบริการคลาวด์ (Cloud Service Models)
การบริการคลาว์ด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 
1.  IaaS (Infrastructure as a Service) เป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของ IT (IT Infrastructure ในระบบเสมือน ให้บริการเช่า Cloud สำหรับเก็บข้อมูล พื้นที่ประมวลผล ระบบแม่ข่าย (Server) เสมือน และเครือข่าย รองรับการใช้งาน Software และ Application ได้
2. PaaS (Platform as a Service) ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน IT ร่วมกับ Platform แก่ผู้ใช้งาน โดยผู้ให้บริการได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้ว เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำมาใช้งานต่อยอดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับองค์กรประเภทผู้พัฒนา (Developer) ที่ทำงานเกี่ยวกับ Software และ Application
3. SaaS (Software as a Service) รูปแบบการใช้งานที่ให้บริการทุกประเภทผ่านซอฟต์แวร์ โปรแกรม แอปพลิเคชันออนไลน์ โดยใช้การประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบแม้แต่น้อย และยังสามารถเรียกใช้งานทั้งระบบผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันทีอีกด้วย ตัวอย่างบริการ SaaS ที่ใกล้ตัวเรานั้น ได้แก่ Gmail Office365 และ Google Application

ข้อดีของ Cloud Computing
1. ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึง (Speed & Agility)
2. ปรับขนาดได้ตามต้องการ (Scalability)
3. มีระบบความปลอดภัย (Security)
4. ลดต้นทุน IT ที่ไม่จำเป็น (Lower Cost)


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง:
บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน). Cloud Computing คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจในยุคดิจิทัล
https://www.g-able.com/th/insights/cloud-computing-in-digital-transformation

บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน). องค์กรแบบไหนควรนำ Cloud Computing ไปใช้
https://www.g-able.com/th/insights/what-is-cloud-computing

ชนากานต์ บุตรรักษ์. (2565, 6 กันยายน). Cloud Computing คืออะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต. https://blog.openlandscape.cloud/what-is-cloud-computing

ทำความเข้าใจกับเมตาเวิร์ส (Metaverse)

ความหมายของ Metaverse
Metaverse” มาจากคำว่า “Meta” ซึ่งเป็นคำที่ใช้นำหน้า (Prefix) หมายถึง มากกว่า เหนือกว่า กับคำว่า “Universe” ซึ่งหมายถึงจักรวาล รวมเป็นคำใหม่ที่มีความหมายว่า “จักรวาลที่อยู่เหนือจินตนาการ” โดยคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์นิเทศศาสตร์ร่วมสมัย ราชบัณฑิตยสภา มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ให้บัญญัติคำว่า “Metaverse” ในภาษาไทย เป็นคำว่า “จักรวาลนฤมิต” และเขียนทับศัพท์จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยว่า “เมตาเวิร์ส

ภาพจาก Freepix  

“Metaverse” ปรากฏครั้งแรกในนวนิยาย Sci-Fi ที่มีชื่อว่า Snow Crash เป็นโลกอีกใบที่ให้ผู้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันผ่านการจำลองเป็นตัวละครต่าง ๆ (Avatar) หรือเป็นอะไรก็ได้ ที่เกิดจากเทคโนโลยีและช่วยเชื่อมต่อผู้คนให้สามารถสื่อสารและทำกิจกรรมกันได้ ตัวอย่างเช่น เกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นสวมบทบาทเป็นตัวละครอวาตาร์ (Avatar) พื้นที่โลกเสมือนจริงที่ให้คนได้พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในโปรแกรม Zoom แบ่งปันคอนเทนต์ใหม่ ๆ ร่วมกัน อาทิ Facebook, Instagram หรือ Twitter เป็นต้น

Metaverse เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอะไรบ้าง
  • AR หรือ Augmented Reality คือ ประสบการณ์การปฏิสัมพันธ์แบบ 3 มิติ ที่ผสมผสานมุมมองของโลกจริงเข้ากับเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์ โดยมีอุปกรณ์เป็นตัวกลาง เช่น แว่น AR  หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ที่เมื่อผู้ใช้มองโลกผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะเห็นภาพกราฟิกในลักษณะ 3 มิติ จากโลกเสมือนมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ตัวอย่างของ AR เช่น เกมยอดฮิตที่ให้ทุกคนมาไล่จับโปเกมอนตามสถานที่ต่าง ๆ ผ่านมือถือ อย่าง Pokémon Go  และ ถึงแอปพลิเคชัน IKEA Place ที่ให้ลูกค้าทดลองนำภาพเสมือนของเฟอร์นิเจอร์วางในบ้านประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อจริง  เป็นต้น
  • VR หรือ Virtual Reality เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปโลกเสมือนจริง โดยผ่านการรับรู้ด้วยแว่น VR หรือ VR Headset รวมถึงสามารถเคลื่อนที่ไปมา และโต้ตอบได้อย่างเต็มรูปแบบโดยไม่มีภาพของโลกจริงเข้ามาแทรก โดยเมื่อผู้ใช้สวมแว่น VR แล้วก็จะเหมือนหลุดเข้าไปอยู่โลกเสมือนอย่างเต็มตัวด้วยมุมมองแบบ 360 องศา
  • MR หรือ Mixed Reality เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความเป็นจริงทางกายภาพกับโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง Microsoft ได้อธิบายถึง MR ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์สองประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่ Holographic devices ที่สร้างวัตถุดิจิทัลขึ้นมาและนำมาไว้ในโลกจริง ซึ่งจะทำให้ดูเหมือนกับว่าวัตถุนั้นมีอยู่จริง และอีกประเภทคือ Immersive devices เป็นการปกปิดองค์ประกอบที่อยู่บนโลกทางกายภาพพร้อมแทนที่ด้วยการสร้างสรรค์ทางดิจิทัลซึ่งทั้งสองตัวนั้นใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ MR เป็นศาสตร์ที่ต่อยอดจาก AR มาอีกระดับหนึ่ง ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุดิจิทัลได้ราวกับวัตถุมีอยู่จริง
  • XR - Extended Reality เป็นการเทคโนโลยี AR VR และ MR เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถเกิดการโต้ตอบ และมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถจะเชื่อมต่อข้อมูลกับเครือข่ายและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้ ซึ่งขณะนี้ XR ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา
ภาพโดย pikisuperstar จาก Freepik

Metaverse สำคัญอย่างไร
การเข้ามาของ Metaverse เรียกได้ว่าทำให้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป ทั้งการติดต่อสื่อสาร การทำงาน หรือแม้กระทั่งการโฆษณา หากเรายังเมินเฉย ไม่สนใจ ตัวเราเอง และธุรกิจของเราอาจจะเสียเปรียบได้ในอนาคต อย่างที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย ที่มีผลต่อชีวิตของเราในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 

ประโยชน์ของ Metaverse
ด้านการแพทย์: สามารถใช้  Metaverse ในการผ่าตัดจากระยะไกล และช่วยในเรื่องการจำลองการฝึกผ่าตัดในโลกเสมือนให้มีความชำนาญมากขึ้น
ด้านการเรียนรู้: หลายคนอาจจะมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม และหลากหลายมากยิ่งขึ้น รูปแบบของการศึกษานั้นจะเปลี่ยนไป เช่น  การเรียนรู้เรื่องภาษา วัฒนธรรม การเรียน 
ด้านการทำงาน: การมาของ Metaverse อาจจะทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ทั้งในด้านการทำงาน บริการ ตำแหน่งงาน ที่จะทำให้การปฏิสัมพันธ์กันตอนทำงานเหมือนจริงกันมากขึ้น 
ด้านการใช้ชีวิต: ในอนาคตมนุษย์เราที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือน ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นในสิ่งที่อยากจะเป็น เช่น การท่องเที่ยวยังสถานที่ที่ไม่มีโอกาสจะได้ไป


เรียบเรียง:
ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

อ้างอิง:
ภาวิณี อุปถานา. (2565, 22 กุมภาพันธ์). 9 เรื่องควรรู้ กับ Metaverse โลกเสมือนแห่งอนาคต. https://www.nectec.or.th/news/news-article/9about-metaverse.html

Kultida Techsauce. (2564, 2 พฤศจิกายน). Metaverse คืออะไร ประกอบด้วยเทคโนโลยีอะไรบ้าง เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Cryptocurrency ภายใน 5 นาที. 
https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-metaverse

Reality ที่แตกต่างของ AR VR MR และ XR. (2562, 29 สิงหาคม). https://www.keencollective.co.th/blog/ reality-ที่แตกต่างของ-ar-vr-mr-และ-xr/

Techsauce Team. (2564, 11 มีนาคม). AR VR MR XR คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่โลก Metaverse. https://techsauce.co/metaverse/what-is-the-difference-ar-vr-mr-xr

รู้จัก PAPD เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ภาพโดย macrovector จาก freepik.com

PDPA คืออะไร
PDPA ย่อมาจาก Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายว่าด้วยการให้สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล สร้างมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย และนำข้อมูลไปใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ตามคำยินยอมที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอนุญาต โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ระบุให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานภาครัฐ ต้องไม่นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ ที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม แต่ในหมวดที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับเนื้อหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการกำหนดโทษกรณีที่มีการละเมิดกฎหมายนั้น และปัจจุบันได้ถูกเลื่อนให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565

สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่รัฐคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (Personal Data Protection Act)  เนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นและช่องทางสื่อสารต่าง ๆ มีหลากหลายขึ้น ทำให้การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลทำได้ง่ายขึ้น และหลายครั้งก็นำมาซึ่งความเดือดร้อนรำคาญหรือสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูล ตลอดจนสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ด้วย จึงต้องมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รวมถึงการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น (ธนาคารไทยพาณิชย์, 2563)

ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร มีอะไรบ้าง
ภาพโดย stories จาก freepik.com

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) คือ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่จะไม่นับรวมข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ข้อมูลส่วนบุคคลมอะไรบ้าง 
  • ข้อมูลที่แสดงถึงความเป็นตัวตน ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล หรือชื่อเล่น เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขบัตรประกันสังคม เลขใบอนุญาตขับขี่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต (การเก็บเป็นภาพสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรอื่น ๆ ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่กล่าวมาย่อมสามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้โดยตัวมันเอง จึงถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล) 
  • ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ (location) ที่อยู่ อีเมล เลขโทรศัพท์ ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address MAC address 
  • ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ ฟิล์มเอกซเรย์ DNA ข้อมูลสแกนม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์ เสียง ข้อมูลพันธุกรรม 
  • ข้อมูลระบุทรัพย์สินของบุคคล เช่น ทะเบียนรถยนต์ โฉนดที่ดิน รวมถึงข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลข้างต้นได้ เช่น วันเกิดและสถานที่เกิด เชื้อชาติ สัญชาติ น้ำหนัก ส่วนสูง 
  • ข้อมูลการแพทย์ ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการจ้างงาน 
  • ข้อมูลหมายเลขอ้างอิงที่เก็บไว้ในไมโครฟิล์ม แม้ไม่สามารถระบุไปถึงตัวบุคคลได้ แต่หากใช้ร่วมกับระบบดัชนีข้อมูลอีกระบบหนึ่งก็จะสามารถระบุไปถึงตัวบุคคลได้ 
  • ข้อมูลการประเมินผลการทำงานหรือความเห็นของนายจ้างต่อการทำงานของลูกจ้าง 
  • ข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ที่ใช้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคล เช่น log file  หรือ ข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ยังมีข้อมูล ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) อันได้แก่ ข้อมูล เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดและมีบทลงโทษที่รุนแรงหากกรณีเกิดการรั่วไหลของข้อมูลสู่สาธารณะ 
    ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ในกฎหมาย PDPA มี 3 ประเภท ได้แก่
    1. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) คือ บุคคลที่ข้อมูลสามารถระบุไปถึงได้
    2. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    3. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
    สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Right)
    1. สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) 
    2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (Right of access) 
    3. สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability)
    4. สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object)
    5. สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคล (Right to erasure / Right to be forgotten) 
    6. สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (Right to restrict processing)
    7. สิทธิในการขอให้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification)
    ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะสามารถรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล ได้เมื่อใด?
    การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จะชอบด้วยกฎหมาย เมื่อทำตามหลักการหลักการใดต่อไปนี้
    1. ได้รับความยิมยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
      • การขอความยิมยอมต้องทำโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
      • ต้องแจ้งความประสงค์ในการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล
      • มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ ไม่เป็นการหลอกลวง
      • หากข้อมูลส่วนบุคคลไม่จำเป็นต่อการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีอิสระที่จะให้ความยินยอม
      • เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของของมูลส่วนบุคคล
    2. จัดทำเอกสารประวัติศาสตร์ หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยหรือการจัดทำสถิติ
    3. เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
    4. จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญากับเจ้าของข้อมูล เช่น การซื้อขายของออนไลน์ ต้องใช้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล
    5. จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐ
    6. จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
    7. เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ส่งข้อมูลพนักงานให้กรมสรรพากรเรื่องภาษี เป็นต้น
    บทลงโทษการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
    การที่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่รัฐ นำข้อมูลเราไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเหตุจำเป็น ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมายและมีบทลงโทษดังนี้
    1. ความรับผิดทางแพ่ง ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอีก โดยสูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง
    2. โทษทางอาญา จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    3. โทษทางปกครอง ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
    ในฐานะเจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องข้อมูลทุกครั้งที่จะต้องให้ข้อมูลในรูปแบบเอกสาร เสียงและสื่ออื่นที่แสดงถึงตัวตน ต้องทำข้อตกลงกำหนดขอบเขตของการใช้ข้อมูล และระยะเวลาสิ้นสุดการใช้ข้อมูลของตนในการทำนิติกรรมต่าง ๆ และเตือนสติตนเองไม่ให้ละเมิดสิทธิข้อมูลของบุคคลอื่นอีกเช่นกัน


    เรียบเรียง : 
    ธนวัฒน์  นามเมือง  ครูผู้ช่วย  สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง : 
    ธนาคารไทยพาณิชย์. (2563). PDPA พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องใกล้ตัวเรากว่าที่คิด. สืบค้นจาก https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/tips-for-you/pdpa-about-us.html

    พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562. (2562, 24 พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136. ตอนที่ 69 ก. หน้า 52-95

    สุนทรีย์ ส่งเสริม. (2564). พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 [สไลด์ประกอบการบรรยาย]. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/PaymentSystems/PSA_Oversight/20210224%20%20PDPA%20%20Nonbank/พร้อมรู้%20PDPA_ดร.สุนทรีย์_24ก.พ.64.pdf

    สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. สาระสำคัญ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พศ 2562 [แผ่นพับ]. สืบค้นจาก https://www.mdes.go.th/law/detail/3822-แผ่นพับสาระสำคัญพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒.pdf

    Sawangpong. (2564, 24 พฤษภาคม). PDPA คืออะไร เกี่ยวข้องกับเราทุกคนอย่างไร. สืบค้นจาก
    https://t-reg.co/blog/t-reg-knowledge/what-is-pdpa/

    เตรียมการประชุมออนไลน์อย่างมืออาชีพ

     

    ภาพจาก www.freepik.com

    แม้การประชุมออนไลน์ในยุคนี้จะมีความสะดวกสบายด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ทำงานหลายคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การประชุมออนไลน์ทำให้เหนื่อยล้ามากกว่าการประชุมแบบปกติ เนื่องจากการประชุมออนไลน์ ค่อนข้างกินเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้ชั่วโมงทำงานต่อวันนั้นมากขึ้น อีกทั้งการประชุมแต่ละครั้งใช้เวลาหาข้อสรุปที่จบยากและไม่ได้ใจความสำคัญที่ชัดเจน ต้องเสียเวลาตกลงหาข้อสรุปกันอีกหลายรอบ ดังนั้นเพื่อให้การประชุมออนไลน์ไม่น่าเบื่อ มีวิธีที่จะช่วยให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น (วิชญะ พงษ์กล่ำ, 2564)

    1. กำหนดวาระการประชุมออนไลน์ให้ชัดเจน
    ควรกำหนดวาระการประชุมให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนทราบ และเตรียมตัวหาข้อมูล เตรียมตอบคำถามในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ จะช่วยให้ทุกคนพร้อมสำหรับหาทางออกให้กับปัญหาในวาระต่าง ๆ ได้มากกว่า หากเรียกประชุมออนไลน์โดยไม่แจ้งวาระ ไม่มีหัวข้อเรื่อง จะหาคำตอบหรือข้อสรุปจะทำได้ยาก เพราะไม่มีใครเตรียมตัวมา ซึ่งจะทำให้การประชุมออนไลน์ยืดเยื้อออกไป 
    ควรเลือกวาระที่คนส่วนใหญ่มีร่วม เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อและเกิดความเบื่อหน่าย

    2. แจ้งนัดหมายประชุมออนไลน์ล่วงหน้า
    ก่อนเรียกประชุมออนไลน์ทุกครั้ง ต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัว เตรียมข้อมูล และลงตารางเวลาเอาไว้ เนื่องจะต้องเตรียมตัวทางด้านเทคนิคและรอผู้เข้าร่วมประชุมให้พร้อมหน้า โดยการแจ้งนัดหมายประชุมออนไลน์ควรแจ้งส่งทางช่องทางที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับทราบได้ โดยระบุวัน เวลา โปรแกรมที่ใช้ประชุม พร้อมวาระการประชุมให้เรียบร้อย แต่ถ้าหากต้องมีการประชุมอย่างเร่งด่วนควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวให้พร้อม (ยกเว้นเป็นกรณีฉุกเฉิน)

    3. เลือกโปรแกรมประชุมออนไลน์ที่ใช้งานง่าย
    โปรแกรมประชุมออนไลน์บางโปรแกรมอาจมีการใช้งานที่ซับซ้อน และแต่ละโปรแกรมก็มีการใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรของคุณประชุมออนไลน์กันได้ราบรื่น ไม่ติดขัด และสะดวกต่อผู้เข้าร่วมประชุม ควรเลือกใช้เพียงโปรแกรมเดียวเป็นหลัก และต้องมีการซักซ้อมให้ทุกคนรู้จักการใช้โปรแกรมในเบื้องต้น เช่น การล็อกอิน-ล็อกเอาท์ การแชร์หน้าจอ สร้างข้อตกลงร่วมกันในการเปิด-ปิดไมโครโฟน หรือเปิด-ปิดกล้อง

    4. เลือกสถานที่ประชุมออนไลน์ให้เหมาะสม
    สถานที่สำหรับประชุมออนไลน์ ควรเป็นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึงและเสถียร เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดการเชื่อมต่อระหว่างประชุม มีแสงสว่างเพียงพอหากต้องเปิดกล้อง และที่สำคัญคือ ควรเป็นที่ที่เงียบ สำหรับผู้ที่อยู่คอนโดหรือหอพัก อาจไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่อยู่บ้าน มีครอบครัว หรือมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย อาจไม่สามารถหาห้องเงียบ ๆ ได้ และที่สำคัญควรปิดไมโครโฟนทุกครั้งในระหว่างการประชุม โดยเปิดเฉพาะตอนที่ต้องพูดเท่านั้น
     
    ภาพจาก : https://www.officemate.co.th/blog/online-meeting/

    5. เริ่มประชุมออนไลน์ให้ตรงเวลา และจบให้ได้ตามเดดไลน์
    กำหนดวาระ แจ้งนัดหมาย เตรียมโปรแกรม และเลือกสถานที่กันเรียบร้อย เทคนิคต่อไป คือ การเริ่มประชุมออนไลน์ให้ตรงเวลา แนะนำว่าหากใครเข้าประชุมช้าให้เริ่มประชุมไปก่อน เพื่อที่คนเข้ามาก่อนจะได้ไม่ต้องรอนาน หากมีความจำเป็นต้องผ่านเรื่องของผู้เข้าประชุมช้าไปก่อน นอกจากนั้น ควรกำหนดเวลาในการประชุมไม่ให้นานเกินไป เพราะคนเราสามารถโฟกัสเรื่อง ๆ หนึ่งได้นานเพียง 18 นาทีเท่านั้น และการประชุมที่ดีนั้นไม่ควรนานเกิน 50 นาทีต่อครั้งต่อเรื่อง ดังนั้น การจำกัดเวลาประชุมจึงช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่รู้สึกอ่อนล้า และทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากกว่า หากอยากลดเวลาในการประชุมลง ลองใช้วิธีกำหนดเวลาของการอภิปรายในแต่ละหัวข้อให้ชัดเจน เช่น หัวข้อ ก ใช้เวลา 10 นาที หัวข้อ ข ใช้เวลา 15 นาที เป็นต้น และที่สำคัญต้องเริ่มประชุมให้ “ตรงเวลา” เสมอ                

    6. สรุปข้อมูลที่ได้จากการประชุมออนไลน์ทุกครั้ง
    หลังจากประชุมออนไลน์เสร็จแล้ว อย่าเพิ่งรีบออกจากห้องประชุมทันที เนื่องจากคุณหรือตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุม ควรสรุปสาระสำคัญและข้อสรุปของแต่ละวาระการประชุมก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเข้าใจตรงกันมากขึ้น ไม่ทำให้การประชุมเสียเปล่า และหากเป็นไปได้ อาจทำสรุปการประชุมแต่ละประเด็นส่งอีเมลหรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ใช้ติดต่อกันเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บข้อความไว้ที่โน้ต เพื่อที่ทุกคนสามารถกลับมาอ่านใหม่ได้เพื่อความแม่นยำ

    7. เปิดกล้องประชุมออนไลน์ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ได้มากขึ้น
    ในการประชุมทุกครั้ง การเปิดกล้องเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในการประชุมออนไลน์ ทั้งยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมโฟกัสกับการประชุมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มองเห็นท่าทาง อารมณ์ ณ ขณะนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ได้มีงานวิจัยออกมาว่า การเปิดกล้องประชุมออนไลน์อาจทำให้เสียสมาธิได้ เพราะท่าทางและอากัปกิริยาของผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ยกน้ำขึ้นมาดื่ม หยิบสมุดขึ้นมาจด หรือกริยาอื่น ๆ ถือเป็นการรบกวนเสียสมาธิได้เช่นกัน ดังนั้นการเปิดกล้องหรือปิดกล้องนั้น ควรกำหนดให้พอเหมาะ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันก่อนการประชุมออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเปิดกล้องหรือปิดกล้อง ขอแค่ทุกคนเข้าประชุมออนไลน์กันตรงเวลา เตรียมข้อมูล เตรียมปัญหามาซักถาม พยายามโฟกัส และหาข้อสรุปร่วมกัน เพียงเท่านี้ การประชุมออนไลน์ก็มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากประชุมที่สำนักงาน แถมยังไม่ยืดเยื้อจนทำให้เหนื่อยล้าอีกด้วย

    อย่างไรก็ตามนอกจากความพร้อมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้คือมารยาททางสังคมในการประชุม การประชุมออนไลน์นั้น ก็เหมือนกับการประชุมในห้องปกติ สิ่งที่ต่างไปก็คือ ถ้าเราปรึกษากันในห้องประชุมที่ประชุมจะรับทราบทั้งหมด ไม่ถือว่าเป็นการหารือกันเป็นการส่วนตัว ต้องระวังเรื่องการใช้ภาษา การแต่งกาย การยกมือเพื่อขออนุญาต ตอบคำถามหรือประเด็นที่สงสัยทุกครั้ง ไม่ควรแทรกเสียงระหว่างที่ผู้ประชุมท่านอื่นกำลังให้ความเห็นอยู่ และในขณะที่ต้องประชุมควรอยู่ที่โต๊ะทำงานไม่ควรขับรถในระหว่างประชุม หรือถ้าหากจำเป็นควรขออนุญาตในที่ประชุมก่อน หรือจอดรถเพื่อประชุม หากมีความจำเป็นต้องออกจากการประชุมระหว่างการประชุม ควรแจ้งในที่ประชุมหรือเปิดกล้องเพื่อให้ที่ประชุมทราบว่าเราไม่ได้นั่งอยู่ในระหว่างการประชุม


    เรียบเรียง : 
    ธนวัฒน์ นามเมือง  ครูผู้ช่วย  ส่วนจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 
    สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

    อ้างอิง :
    วิชญะ พงษ์กล่ำ. (2564). แชร์ 7 เทคนิค ประชุมออนไลน์ยังไงให้ได้ประสิทธิภาพ. สืบค้นจาก https://www.officemate.co.th/blog/online-meeting/