License

ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและข่าวสาร http://www.northnfe.net ฐานการศึกาาเรียนรู้ออนไลน์ http://www.northeducation.ac.th คลังสื่อและหลักสูตร http://www.northnfe.org

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นักเรียนเป็นหัวใจของการศึกษา


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

นักเรียนเป็นหัวใจของการจัดการศึกษา

"เราสอนเด็กให้เป็นนักเรียนดีได้เราก็อิ่มเอิบใจ แต่จริงแล้วเราควรจะอิ่มเอิบใจไปกว่านั้นเหมือนเราปลูกต้นไทรแผ่ร่มเงา วันหนึ่งตอนเที่ยงเราออกไปยืนอยู่ใต้ต้นไทรของเราเพื่อพักร้อน เราก็ชื่นใจที่ร่มเงาของต้นไทรที่เราปลูกสามารถให้คนมาพักอาศัยได้ และคนที่มายืนอยู่ใต้ต้นไทรหรือนกกาคาบลูกไทรไปเป็นต้นไทร แผ่ร่มเงาให้คนได้อาศัยพักร่มเงาอีกต่อไป เหมือนกับเราทำความดี
มันจะกระเพื่อมออกไปอีกเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น"

"เยาวชนกำลังมีไฟ กำลังมีแรง กำลังมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กำลังต้องการจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาครอบครัว และบ้านเมืองการให้เรียนแต่วิชาหนังสือ โดยไม่ให้ทำงานเป็นการ บอนไซเยาวชน"

การสอนที่ดีคือ ... การท้าทายให้เด็กกระเสือกกระสนหาความรู้ ครูไม่จำเป็นต้องเหนื่อยมากเหมือนสมัยก่อน ... ถ้าครูท้าทายเด็ก เช่น ถามว่าต้นไม้นี่มันแพร่พันธุ์ได้กี่วิธี วิธีอะไรบ้าง ทำอย่างไร โดยให้ ไปหาคำตอบ อาจจะไปหาความรู้จากห้องสมุด อาจจะไปทำจริงๆ อาจไปสังเกต ไปสอบถามความรู้ หากเด็กได้พยายามทำจริง ไปขวนขวายหาความรู้ให้ได้มา ความรู้นั้นจะซึมลึกอยู่ในตัว เป็นเลือดเป็นเนื้ออยู่ในตัว
เราก็เห็นใจครู ... เพราะค่านิยมของสังคมให้สอนวิชาหนังสือ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เรียนต่อได้ การถูกสอนอย่างนี้ทำให้นักเรียนรู้ผิวๆ นำไปใช้จริงได้ยาก"

ครูที่พูดไม่ได้


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

ครูที่พูดไม่ได้

"บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีของโรงเรียน จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด จิตใจ และคุณธรรมต่างๆอันพึงประสงค์ได้ ครูอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภทคือ ครูพูดได้ และ ครูที่พูดไม่ได้ ครูพูดได้เป็นที่รู้จักกันดี ซึ่งได้รับการยกย่องและยอมรับกันว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ครูพูดไม่ได้ มักได้รับการกล่าวถึงน้อย บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนถือว่าเป็นครูที่พูดไม่ได้ เชื่อว่าโรงเรียนที่สะอาดร่มรื่นเรียบง่าย สดชื่น สงบ แจ่มใส มีชีวิตชีวา วัสดุอาคารสถานที่ได้รับการดูแล มีความพร้อมเป็นปัจจุบัน
พร้อมที่จะให้ครูและนักเรียนได้ใช้ตลอดเวลาย่อมจะทำให้ครูและนักเรียนได้รับอิทธิพลทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน จิตใจแจ่มใส รักสวยรักงามรักความสะอาด รักความสงบ เรียบง่ายและรักความร่มรื่นไปด้วย ถือว่าคุณธรรมต่างๆอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรจะเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนโดยครูประเภทพูดไม่ได้นี้จะช่วยได้เป็นอย่างมาก"

อาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

อาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน

"เป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เป็นการให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มโดยมีอาจารย์เป็นพี่เลี้ยง มุ่งสร้างงาน
สร้างประชาธิปไตย นำวิชาการมาใช้ จะดีมากสำหรับลูกคนรวยสุดกับจนสุดจะได้ทำงานร่วมกัน เป็นเพื่อนกัน ปรับตัวเข้าหากัน เคยมีพ่อแม่ที่ร่ำรวยมาขอยกเว้นว่าเขามีเงินและลูกไม่ต้องทำงานได้ไหม ไม่อยากให้ลูกเหนื่อยบางทีก็มีรดน้ำขุดดิน ขายของ เราก็เลยต้องบอกไปว่าไม่ใช่เพื่อเงินนะแต่ว่าเด็กควรจะต้องรู้ว่าที่พ่อแม่มีเงินเป็นสิบล้านนี่มันได้มายังไง เหนื่อยแปลว่าอะไร นักเรียนต้องรู้นะ ถ้าไม่รู้ต่อไปเป็นประธานบริษัท ไปใช้งานลูกน้อง จะไปใช้ได้ไง คนเขากำลังเหนื่อย กำลังหิว ถ้าได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้ก่อนจะทำให้เข้าใจชีวิตดีขึ้น"

* "คนส่วนใหญ่มักจะแปลความหมายของวิชาอาชีพว่าเป็นวิชาฝีมือต่างๆแท้จริงแล้ววิชาอาชีพน่าจะหมายถึง การรู้จักทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ โดยประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่สุจริต ไม่ผิดศีลธรรมและเป็นการ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาชีพอิสระ และอาชีพรับจ้างสำหรับการเรียนการสอนวิชาอาชีพในโรงเรียนนั้น มักจะสอนให้เด็กไปเป็นลูกจ้างเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่การสอนให้เป็นลูกจ้างนั้นยากกว่าการสอนให้เป็นนายตัวเอง ด้วยการประกอบอาชีพอิสระ เพราะอาชีพลูกจ้างจะถูก ระบุคุณสมบัติที่ใช้เวลาฝึกฝนและเตรียมตัวนานและตลาดแรงงานที่รับมีน้อย การสอนวิชาอาชีพอิสระนั้น จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กเป็นนายตนเองไม่ต้อง เป็นลูกจ้าง แต่เป็นเจ้าของกิจการเล็กบ้าง ใหญ่บ้างตามกำลัง ในการทำจริงควรรวมกันเป็นกลุ่ม จะได้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย ซึ่งวิธีการสอนวิชาอาชีพอิสระนั้น จะต้องปล่อยให้กิจกรรมเป็นของเด็กเอง โดยมีครูเป็นผู้ดูแลแนะนำ ไม่ใช่เป็นธุรกิจของโรงเรียน ซึ่งจะทำให้เด็กไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ขาดความกระตือรือร้นและคิดไม่เป็นว่าการทำมาหากินเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามการสอนวิชาอาชีพไม่จำเป็นต้องงดการสอนวิชาการ สอนวิชาการเท่าเดิมแต่การสอนวิชาชีพเป็นส่วนเสริมซึ่งแม้เด็กจะมุ่งเรียนต่อ ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย กลับเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้มีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และหมั่นศึกษาหาความรู้"

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ต้นไทร


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

ต้นไทร


"ปลูกต้นไทรไว้ต้นหนึ่งที่หน้าบ้าน ต้นไทรเจริญเติบโตแผ่ร่มเงา วันหนึ่งตอนเที่ยง เราออกไปยืนที่หน้าบ้านเห็นคนมายืนอยู่ใต้ต้นไทรที่เราปลูกเพื่อพักร้อน เราชื่นใจ ที่ร่มเงาของต้นไทรสามารถแผ่ร่มเงาให้คนมาพักอาศัยได้ และคนที่มายืนอยู่ใต้ต้นไทรของเราก็กลับไปปลูกต้นไทรต่อไปอีก เพื่อให้คนอื่นมายืนพักร้อน เราอาจไม่รู้ เราอาจไม่ได้คิดว่าต้นไทรที่เราปลูก มีนกกาคาบลูกไทรไปเกิดเป็นต้นไทรให้ร่มเงาให้คนอาศัยพักร่มเงาอีกต่อไป ต้นแล้วต้นเล่า เปรียบเหมือนกับเราสอนเด็กให้เป็นคนดีคนหนึ่ง เราอิ่มเอิบใจ แต่จริงแล้ว เราควรจะอิ่มเอิบใจมากกว่านั้น เด็กมีพี่ มีน้อง มีพ่อ มีแม่ ปู่ย่า ตายาย ความดีที่เราทำ ไม่ได้รับเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้น แต่จะกระเพื่อมออกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น…."

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

ทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่

..... ทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่นั้น กล่าวได้ว่าเริ่มมีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาการมากจาก แนวความคิดของเดิม ของ ธอร์นไดค์ (Edward L. Thorndike. 1982) จากการเขียนเกี่ยวกับ"การเรียนรู้ของผู้ใหญ่" ซึ่งมิได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่โดยตรง แต่ศึกษาถึง ความสามารถในการเรียนรู้ โดยเน้นให้เห็นว่าผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

จากสงครามโลกครั้งที่สองมีนักการศึกษาผู้ใหญ่จำนวนมาก ได้ศึกษาค้นคว้าจนได้ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกว่า ผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้

รวมทั้งยังได้พบว่ากระบวนการเกี่ยวกับด้านความสนใจ และความสามารถนั้นแตกต่างออกไปจากการเรียนรู้ ของเด็กเป็นอันมาก
นอกจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีแนวความคิดทางด้านที่เป็นศิลป์ ในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการค้นหาวิธีการในการรับความรู้ใหม่ๆ และการวิเคราะห์ถึงความสำคัญของประสบการณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับว่า "ผู้ใหญ่เรียนรู้อย่างไร" (How Adult Learn) ลินเดอร์แมน (Edward C. Linderman) โดยได้เขียนหนังสือชื่อ "ความหมายของการศึกษาผู้ใหญ่"

แนวความคิดของลินเดอร์แมนนั้นได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจากนักปรัชญาการ ศึกษา ผู้ที่มีชื่อเสียง คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) โดยได้เน้นอย่างมากเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่นั้น ควรเริ่มต้น จากสถานการณ์ต่างๆ (Situations) มากกว่าเริมจากเนื้อหาวิชา ซึ่งวิธีการเรียนการสอนโดยทั่วๆ ไป มักจะเริ่มต้นจากครูและเนื้อหาวิชาเป็นอันดับแรก และมองดูผู้เรียนเป็นส่วนที่สอง

ในการเรียนแบบเดิมนั้น ผู้เรียนจะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับหลักสูตร แต่ว่าในการศึกษาผู้ใหญ่นั้น หลักสูตรควรจะได้สร้างขึ้นมาจากความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ ผู้เรียนจะพบว่าตัวเองมีสถานการณ์เฉพาะ อันเกี่ยวกับหน้าที่การงาน งานอดิเรก หรือ สันทนาการ ชีวิตครอบครัว ชีวิตในชุมชน สถานการณ์ต่างๆ นี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ปรับตัวและการศึกษาผู้ใหญ่ควรเริ่มจากจุดนี้ ส่วนด้านตำราและผู้สอนนั้นถือว่ามีหน้าที่และบทบาทรองลงไป

แหล่งความรู้ที่มีคุณค่าสูงสุดในการศึกษาผู้ใหญ่คือ ประสบการณ์ของผู้เรียนเอง และมีข้อคิดที่สำคัญว่า "ถ้าหากการศึกษาคือชีวิตแล้ว ชีวิตก็คือการศึกษา" (If Education is Life, then Life is Education) และก็สรุปได้ว่า ประสบการณ์นั้นคือตำราที่มีชีวิตจิตใจสำหรับนักศึกษาผู้ใหญ่


จากแนวความคิดของลินเดอร์แมน ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานที่สำคัญๆ และเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ รวมทั้งการวิจัยในระยะต่อๆ มา ทำให้โนลส์ (M.S.Knowles.1954) ได้พยายามสรุปเป็นพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่สมัยใหมซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. ความต้องการและความสนใจ
ผู้ใหญ่จะถูกชักจูงให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี ถ้าหากว่าตรงกับความต้องการ และความสนใจ ในประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาก็จะเกิดความพึงพอใจ เพราะฉะนั้นควรจะมีการเริ่มต้นในสิ่งเหล่านี้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมทั้งหลาย เพื่อให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้นั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วยเสมอ

2. สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะได้ผลดี ถ้าหากถือเอาตัวผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง ในการเรียนการสอน ดังนั้นการจัดหน่วยการเรียนที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ควรจะยึดถือสถานการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่เป็นหลักสำคัญ มิใช่ตัวเนื้อหาวิชาทั้งหลาย

3. การวิเคราะห์ประสบการณ์
เนื่องจากประสบการณ์เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ ดังนั้นวิธีการหลักสำหรับการศึกษาผู้ใหญ่ ก็คือการวิเคราะห์ถึงประสบการณ์ของผู้ใหญ่แต่ละคนอย่างละเอียด ว่ามีส่วนไหนของประสบการณ์ที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้บ้าง แล้วจึงหาทางนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

4. ผู้ใหญ่ต้องการเป็นผู้นำตนเอง
ความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกของผู้ใหญ่ก็คือ การมีความรู้สึกต้องการที่จะสามารถนำตนเองได้ เพราะฉะนั้นบทบาทของครูจึงควรอยู่ในกระบวนการสืบหา หรือค้นหาคำตอบร่วมกับผู้เรียนมากกว่าการทำหน้าที่ส่งผ่านหรือเป็นสื่อสำหรับความรู้ แล้วทำหน้าที่ประเมินผลว่าเขาคล้อยตามหรือไม่เพียงเท่านั้น

5. ความแตกต่างระหว่างบุคคล
ความแตกต่างระหว่างบุคคลจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละบุคคล เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการสอนผู้ใหญ่จะต้องจัดเตรียมการในด้านนี้อย่างดีพอ เช่น รูปแบบของการเรียนการสอน เวลาที่ใช้ทำการสอน สถานที่สอน

Malcolm Shepherd Knowles (1913 - 1997)

วิธีการสอนผู้ใหญ่ (Andragogy)
วิธีการสอนผู้ใหญ่หรือ"Andragogy" นั้นเป็นแนวความคิดใหม่ในการเรียนการสอน ที่พยายามจะชี้ให้เห็นความแตกต่างออกไปจากวิธีการสอนเด็ก อย่างไรก็ตาม คำว่า "Andragogy" นี้เป็นคำที่ใหม่ในวงการศึกษาเมืองไทยเรา เพราะว่าคำนี้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1967 โดยการให้ความหมายเดิมจากนักการศึกษาผู้ใหญ่ชาวยูโกสลาเวียนชื่อ "ซาวิสวิค" (Dusan Savicevic) ส่วนผู้ที่นำเข้ามาสู่วงการศึกษาผู้ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาก็คือ โนลส์ (M.S.Knowles. 1954) โดยการตีพิมพ์ลงในหนังสือชื่อ "Adult Leadership" เมื่อปี ค.ศ.1968 และคำนี้ก็ได้รับความนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรดาสถาบันการศึกษาผู้ใหญ่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกามากมายหลายแห่งด้วยกัน

ข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับการสอนผู้ใหญ่
ตามทฤษฏีการสอนผู้ใหญ่นั้น มีอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญ และเป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับว่าแตกต่างออกไปจากการสอนเด็ก ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป
1. การเปลี่ยนแปลงด้านมโนภาพแห่งตน ข้อสันนิษฐานนี้คือ บุคคลเจริญเติบโตและบรรลุวุฒิภาวะไปสู่มโนภาพแห่งตนจากการอาศัยหรือพึ่งพาบุคคลอื่นๆ ในวัยเด็กทารก และนำไปสู่การเป็นผู้นำตัวเองได้มากขึ้น ทฤษฏีการสอนผู้ใหญ่ คาดว่าจุดที่บุคคลบรรลุความสำเร็จในด้านมโนภาพแห่งตนในทางการเป็นผู้นำตนเอง ก็คือลักษณะทางจิตวิทยาของการเป็นผู้ใหญ่ ถ้าหากเขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการยอมรับในสถานการณ์ต่างๆ เลย เขาอาจจะเกิดความเคร่งเครียดและอาจจะต่อต้านและสิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องพยายามทำให้ผู้ใหญ่เกิด "Self - directing" ในการเรียนการสอนให้มากที่สุดด้วย
2. บทบาทของประสบการณ์ ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับประสบการณ์ เชื่อว่าบุคคลที่เริ่มบรรลุวุฒิภาวะเขาก็จะได้สะสมประสบการณ์ที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งประสบการณ์นั้นนับว่าเป็นแหล่งที่มีคุณค่าสูงยิ่งสำหรับการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นการช่วยขยายโลกทัศน์ของผู้ใหญ่คนอื่นๆ ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งหลายด้วย

3. ความพร้อมในการเรียน คือ บุคคลจะมีวุฒิภาวะและเกิดความพร้อมในการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการพัฒนาทางชีววิทยา และแรงกดดันทางด้านความต้องการเกี่ยวกับวิชาการ ส่วนที่เกิดความพร้อมมากขึ้นก็คือ ผลพัฒนาของภาระหน้าที่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบทบาททางสังคมความแตกต่างกัน ในการสอนผู้ใหญ่นั้นผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ถ้าหากเขาเกิดความต้องการ ในการสร้างให้เกิดความพร้อมนั้น นอกจากจะดูพัฒนาด้านความพร้อม แล้วยังมีวิธีการกระตุ้นในรูปแบบของการกระทำได้ อาจจะในลักษณะของความมุ่งหวังในระดับสูง และกระบวนการวินิจฉัยในตัวเอง อย่างที่แมคคลีแลนด์ (David Mc. Clellend. 1980) ได้พัฒนายุทธศาสตร์ที่ได้ประสบผลสำเร็จอย่างสูงสำหรับการช่วยให้ผู้ใหญ่พัฒนาตัวเอง ซึ่งเขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์"

4. การส่งเสริมให้การเรียนรู้มีความเหมาะสม ผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะมีการเรียนรู้โดยอาศัยปัญหาเป็นศูนย์กลาง ความแตกต่างที่เห็นได้นี้ เป็นผลลัพธ์มาจากความแตกต่างของการเห็นคุณค่าของเวลานั่นเอง
ผู้ใหญ่เข้ามาเรียนและยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการศึกษา ก็เพราะว่าเขาขาดความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะนำไปใช้ในอนาคตอันใกล้หรือโดยเร็วที่สุด ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีทันใด ดังนั้นเขาจึงต้องการได้รับการเรียนรู้โดยอาศัยปัญหาเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน

แนวคิดในการสอนผู้ใหญ่

คาร์ล โรเจอร์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาในกลุ่มมนุษยนิยม ได้ให้แนวทางความคิดเกี่ยวกับการสอนว่า ผู้ใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของครูที่สอนผู้ใหญ่ว่า ควรจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้ นอกจากนั้นได้กล่าวถึงบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างผู้อำนวยความสะดวกกับผู้เรียนว่า ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้อำนวยความสะดวกรวม 3 ประการที่เป็นคุณสมบัติสำคัญ คือ
  1. การให้ความไว้วางใจ และความนับถือยกย่องแก่ผู้เรียน
  2. การมีความจริงใจต่อผู้เรียน
  3. การมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ รวมทั้งการตั้งใจฟังผู้เรียนพูด

นอกจากทัศนคติ 3 ประการที่กล่าวมานี้แล้วโรเจอร์ยังได้ชี้ให้เห็นแนวทาง เพื่อการอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้รวมทั้งสิ้นอีก 10 ประการ ดังนี้

  1. ต้องเริ่มต้นในการสร้างบรรยากาศภายในกลุ่มเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในชั้นเรียน
  2. ควรช่วยให้เกิดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ของแต่ละบุคคลในชั้นเรียน รวมทั้งจุดมุ่งหมายของกลุ่มด้วย
  3. ควรจะดำเนินการเรียนการสอนไปตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน เพราะว่ามีความหมายสำหรับนักศึกษาอย่างมาก และถือว่าเป็นพลังจูงใจที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จทางการเรียนอันสำคัญยิ่ง
  4. จะต้องพยายามจัดการเกี่ยวกับแหล่งการเรียนรู้ (Resource for Learning) ให้เป็นไปได้อย่างกว้างขวางและแลดูเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับผู้เรียนด้วย
  5. ควรจะต้องมีความเข้าใจตนเองในฐานะเป็น "แหล่งความรู้ที่มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นได้" ในการที่สมาชิกในกลุ่มอาจจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้
  6. ในการแสดงออกต่อสมาชิกในกลุ่มผู้เรียน เขาจะต้องยอมรับทั้งทางด้านเนื้อหาวิชาการและด้านทัศนคติหรืออารมณ์ของผู้เรียน คือพยายามที่จะก่อให้เกิดความพอดีกันทั้งสองด้าน สำหรับสมาชิกแต่ละคนและรวมทั้งกลุ่ม
  7. เพื่อที่จะให้บรรยากาศในห้องเรียนดำเนินไปด้วยดี ผู้อำนวยความสะดวกสามารถช่วยให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการเปลี่ยนฐานะตนเองเป็นเสมือนหนึ่งผู้เรียน เช่น มีฐานะเป็นสมาชิกของกลุ่มโดยการร่วมแสดงความคิดเห็นได้เช่นเดียวกับผู้เรียนแต่ละคน
  8. ควรจะได้เริ่มต้นแสดงความรู้สึก ให้เกิดขึ้นในกลุ่มเมื่อมีความคิดเห็น แต่ไม่ใช่โดยการบังคับหรือวิธีการข่มขู่ ซึ่งความคิดที่แสดงออกมานั้นสมาชิกอื่นๆ อาจจะยอมรับฟังหรือไม่รับฟังก็ได้
  9. ตลอดเวลาของการมีประสบการณ์ร่วมกันในห้องเรียน ผู้อำนวยความสะดวกจะต้องมีความว่องไวอยู่ตลอดเวลา ในการแสดงออกเพื่อการรับรู้อารมณ์ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง
  10. และจะต้องพยายามรับรู้และยอมรับว่าตัวเองก็ย่อมจะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการด้วยกัน

เทคนิคในการสอนผู้ใหญ่
ในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ โนลส์ (M.S.Knowles.1954) ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ "Infotmal Adult Education" ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดี มี 12 ประการ ดังนี้

1. มีความเข้าใจและเห็นด้วยกับจุดมุ่งหายของวิชาที่เรียน นั่นคือถ้าต้องการให้ผู้ใหญ่เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เขาควรจะได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายทั่วไปของวิชานั้น โดยที่เขาต้องมองเห็นภาพโดยส่วนรวมได้อย่างชัดเจน และทิศทางที่จะดำเนินไปในการเรียนรู้ ดังนั้น จึงมีความสำคัญในการอธิบายถึงรายละเอียดของวิชา เป้าหมายที่แจ่มชัดให้ผู้เรียนได้รับทราบในการพับกันครั้งแรก
นอกจากนั้น ถ้าหากว่าผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้อยู่แล้ว เขาก็จะมีส่วนในการตั้งเป้าหมายเฉพาะของการเรียนวิชานั้น ๆ ผู้เรียนย่อมจะเกิดความมั่นว่าการสอนเป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการทราบ การอภิปรายปัญหาทั้งหลายในตอนต้นวิชาจะช่วยให้แลเห็นเป้าหมายเฉพาะเจาะจง และมีความหมายต่อผู้เรียนมากยิ่งขึ้นด้วย

2. มีความต้องการที่จะเรียนรู้ นักการศึกษาผู้ใหญ่มักจะคาดคะเนว่า ผู้เรียนส่วนมากมาเข้าเรียนด้วยความต้องการที่จะเรียน เนื่องจากว่าโดยทั่วๆ ไปแล้วเขามักจะเข้ามาด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งครูที่สอนผู้ใหญ่ก็อาจจะต้องเผชิญกับการให้กำลังใจ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความต้องการเรียนด้วย ความต้องการนี้ต้องเกิดจากความรู้สึกว่า ตัวเองมีความสามารถที่จะบรรลุความสำเร็จได้ โดยการได้รับความเห็นใจและเข้าใจจากครูผู้สอน

3. บรรยากาศในการเรียนการสอนและสถานการณ์ของการเรียนรู้ควรเป็นกันเอง เนื่องจากการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม เป็นแหล่งของการเรียนรู้ที่มีความสำคัญยิ่ง ผู้สอนควรมีความรับผิดชอบในการสร้างบรรยากาศ และอำนวยความสะดวกสำหรับอภิปรายในกลุ่ม ทัศนคติ การยอมรับ และความเคารพยกย่อง จะเป็นบุคลิกภาพที่สำคัญของครูผู้สอนในการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง นอกจากนั้นแล้ว ครูผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยกันได้ โดยการให้ผู้เรียนแนะนำตัวกันเอง และให้อธิบายรายละเอียดย่อๆ เกี่ยวกับประสบการณ์และความสนใจ ถ้าหากผู้สอนแสดงบทบาทของตัวเองในฐานะผู้เรียนมากกว่าความเป็นผู้สอนแล้ว เขาย่อมจะได้รับความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

4. สภาพการณ์ทางกายภาพทั่วๆ ไป ควรเป็นที่พึงพอใจสำหรับผู้เรียนได้แก่การจัดโต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องมือเครื่องใช้ ควรจะได้รับการพิจารณาเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความสุขสบายตามที่ ผู้เรียนต้องการมีความสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยเสรีแล้ว ผู้เรียนควรหันหน้าเขาหากันเพื่อจะได้อภิปรายอย่างเต็มที่

5. ผู้เรียนควรจะได้มีส่วนร่วมในการเรียน และความรับผิดชอบต่อกระบวนการเรียนรู้เพราะว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการเรียนรู้คือการกระทำ ถ้าหากผู้เรียนได้กระทำบางอย่างหรือพูดแสดงความคิดเห็นบางอย่าง ก็ย่อมจะดีกว่าการที่เพียงแต่นั่งเฝ้ามองดูคนอื่นๆ หรือนั่งฟังคนอื่นๆ พูดเฉยๆ เท่านั้น โดยทั่วไปนั้นผู้เรียนที่กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวาจะเรียนรู้ได้มากกว่าผู้เรียนจะเรียนได้มากขึ้น ถ้าหากเขารู้สึกว่าตัวเขาต้องมีความรับผิดชอบต่อกระบวนการภายในกลุ่มด้วยเหตุนี้ ผู้สอนที่ฉลาดควรจะใช้วิธีการหลายๆ ด้านเกี่ยวกับกิจกรรมกลุ่ม กลุ่มที่สามารถจัดดำเนินการได้ด้วยตัวเอง จะได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้มากกว่ากลุ่มที่ต้องอาศัยครูผู้สอน

6. การเรียนรู้ควรจะสัมพันธ์เกี่ยวข้อง และใช้ประสบการณ์ของผู้เรียนให้เป็นประโยชน์ในการเสนอแนวความคิดและความรู้นั้น ถ้าหากมีความหมายต่อผู้เรียนแล้ว ผู้สอนควรจะได้ปรับให้เข้ากับประการณ์ของผู้เรียนทั้งหลายด้วย ผู้ใหญ่โดยทั่วๆ ไปนั้น เรียนโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ใหม่กับประสบการณ์เดิม หรือด้วยการโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ยังไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้แล้ว นอกจากนั้น ประสบการณ์ของผู้เรียนที่เสนอต่อชั้นเรียน นับว่าเป็นแหล่งของความรู้ที่มีคุณค่ามาก สมาชิกของชั้นเรียนผู้ใหญ่นั้นมักจะมีประสบการณืที่มีคุณค่าแตกต่างกันออกไป ที่จะทำให้ทุกๆ คนได้รับประโยชน์ร่วมกันด้วย

7. ครูผู้สอนควรจะรู้เนื้อหาวิชาที่ตนสอนเป็นอย่างดี ถ้าหากครูจะช่วยแนะนำแนวการเรียนการสอนให้ได้ผลดี เขาจะต้องมีความรู้ในวิชาที่สอนอย่างเชี่ยวชาญ ต้องรู้ถึงเอกสารและตำราทางวิชาการในสาชานั้นอย่างดี เพื่อจะได้ช่วยแนะนำแหล่งความรู้ให้แก่ผู้เรียนที่จะได้ค้นคว้าต่อไป รวมทั้งจะได้จัดการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างเหมาะสมด้วย

8. ผู้สอนควรจะมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับวิชาที่สอน และการสอนวิชานั้นๆ ด้วยโดยที่ความกระตือรือร้นนั้นสามารถถ่ายทอดไปยังผู้เรียนได้อีกด้วย ครูที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ตัวเองมีความกระตือรือร้นและพึงพอใจในการสอน จะมีผลทำให้นักเรียนเป็นผู้กระตือรือร้นและเอาใจใส่ในการเรียนด้วย ความกระตือรือร้นนั้นนับว่าเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้

9. ผู้เรียนควรได้เรียนรู้ไปตามระดับความสามารถของตนเนื่องจากในชั้นเรียนของผู้ใหญ่นั้น มีความแตกต่างในด้านของประสบการณ์ศึกษาความถนัดทางด้านการเรียน ความสนใจและความสามรถอย่างมากมาย ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน จึงควรจะได้คิดถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในแง่ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว สำหรับผู้เรียนที่เรียนได้เร็วก็อาจจะกระตุ้นให้เรียนด้วยความก้าวหน้า เช่น ให้เรียนโดยโครงการเฉพาะตัว ส่วนผู้ที่เรียนช้าก็ควรได้รับความมั่นใจว่า การเรียนของผู้ใหญ่ไม่ใช่การเรียนเพื่อแข่งขันกันกับคนอื่นๆ แต่ว่าเป็นการพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าของตัวเขาเอง

10. วิธีการสอนที่ใช้กับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ควรแตกต่างและแปรผันกันไป ในแต่ละโอกาสหรือสถานการณ์ของการสอน ครูสามารถเลือกใช้วิธีการสอนได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่น การสอนถึงปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย หรือบ้านพักในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ครูผู้สอนอาจจะใช้วิธีการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น ประกอบกันการฉายภาพยนตร์ การอภิปรายปัญหาต่างๆ จากสมาชิกภายในกลุ่ม รวมทั้งการจัดทัศนศึกษาประกอบ ครูที่ดีและมีความชำนาญการสอนจะสามารถเลือกใช้วิธีการต่างๆ ให้เป็นไปตามสถานการณ์และความต้องการของ ผู้เรียน เพราะว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมตลอดเวลา และเป็นไปตามความแตกต่างของบุคคลด้วย

11. ครูผู้สอนควรจะมีความรู้สึกทางด้านการเจริญงอกงาม นับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทัศนคติของครู ที่เขาควรยอมรับว่าประสบการณ์ในด้านการสอนนั้นช่วยทำให้เขามีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ถ้าหากครูคิดว่าตัวเขาเป็นเสมือนผู้เรียนคนหนึ่งด้วยแล้ว ปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อ ผู้เรียนจะเป็นการกระตุ้นได้มากกว่า การที่เขามีความคิดว่าตัวเองมีความรู้ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วทัศนคติของครูยังเป็นพลังที่เข้มแข็งในการชี้ถึงบรรยากาศของกลุ่ม และทัศนคติของผู้เรียนด้วย

12. ครูผู้สอนควรจะมีแผนงานที่ยืดหยุ่นได้ เกี่ยวกับการสอนซึ่งจะช่วยให้ทั้งครูและ ผู้เรียนได้มีแนวความคิดที่เด่นชัดว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ และจะทำอะไรต่อไป ถ้าหากสามารถเปลี่ยนแปลงการสอนได้ โดยเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งไม่ควรกำหนดจะไม่ตายตัว และแผนการสอนนั้นๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

กลุ่มโดยสรุป
พัฒนาการและการเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่นั้น เป็นความรู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยตรง ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษานอกโรงเรียน ทั้งผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และครูผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจิตวิทยาการพัฒนาการ จิตวิทยา ผู้ใหญ่ และทฤษฏีการเรียนรู้ มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ ซึ่งโนลส์ได้เสนอไว้แล้วคือ ความต้องการและความสนใจ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่ การวิเคราะห์จากประสบการณ์ การที่ผู้ใหญ่ต้องการเป็นผู้นำตนเอง ตลอดจนความแตกต่างระหว่างบุคคล สาระสำคัญจากทฤษฏีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับ ผู้ใหญ่ ได้นำไปประยุกต์กับเทคนิคการสอนผู้ใหญ่ และสิ่งสำคัญที่ไม่ควรจะลืม คือ ครูผู้สอน ผู้ใหญ่ควรจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เท่านั้น

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จิตวิทยาการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

จิตวิทยาการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่
กลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการบริการและผู้เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนส่วนใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ ตลอดจนกระทั่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ ก็มีอยู่เป็นจำนวนมากด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับ'koการศึกษานอกโรงเรียน จะต้องมีความรู้และความ เข้าใจในพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้ใหญ่

วัยผู้ใหญ่นั้นเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดสำหรับมนุษย์เราทุกคน ตลอดจนเป็นช่วงเวลาที่สามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากที่สุด และเป็นเวลาที่เราจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันตลอดไปด้วย โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ทั้งด้านที่เกี่ยวกับพัฒนาการ สมมุติฐานที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การเปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ และเทคนิคในการสอนผู้ใหญ่

พัฒนาการและภารกิจในวัยผู้ใหญ่
เฮฟวิกเฮิร์ท (อ้างใน สุวัฒน์ วัฒนวงศ์,2528 : 201) เป็นนักจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ในแง่ของสังคมวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทภาระหน้าที่ของคนในวัยผู้ใหญ่ ได้แบ่งพัฒนาการของบุคคลออกเป็น 6 ระยะด้วยกัน โดย 3 ระยะแรกเกี่ยวกับวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น สำหรับ 3 ระยะหลังนั้นเกี่ยวข้องกับพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่โดยเฉพาะ ซึ่งแยกระยะเวลาของแต่ละช่วงได้ดังนี้
  1. วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (Early Adulthood) อายุ 18 ถึง 35 ปี
  2. วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (Middle Adulthood) อายุ 35 ถึง 60 ปี
  3. วัยชราหรือวัยผู้สูงอายุ (Later Maturity) อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ภารกิจเชิงพัฒนาการของผู้ใหญ่
สิ่งที่จะช่วยบ่งชี้ถึงพัฒนาการมนุษย์ในวัยต่างๆ ได้อย่างดียิ่งคือ "ภารกิจเชิงพัฒนาการ" ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับภารกิจที่บุคคลทั่วๆ ไปควรจะปฏิบัติ หรือควรจะกระทำในแต่ละช่วงของระยะเวลาพัฒนาการ และถ้าหากบุคคลประสบความล้มเหลวหรือไม่สามารถประกอบภารกิจนั้นๆ ได้ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาด้านพัฒนาการในแต่ละขั้นตอน
การพิจารณาพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่ทั้ง 3 ระยะตามที่ Havighurst ได้แยกไว้ โดยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับภารกิจเชิงพัฒนาการเป็นแนวทางในการศึกษาถึงภาระหน้าที่ต่างๆ ของผู้ใหญ่แต่ละวัย
  1. ภารกิจเชิงพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
    ผู้ใหญ่ในวัยอายุประมาณ 18 - 35 ปี มีภาระหน้าที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
    - การเลือกหาคู่ครอง หรือเพื่อนสนิท
    - การเรียนรู้ที่จะอยู่อาศัยกับคู่ครอง สามี - ภรรยาได้ตลอดไป
    - เริ่มต้นการมีชีวิตครอบครัว
    - มีภาระหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ และลูกๆ
    - การแสวงหาที่พัก รวมทั้งการมีบ้านเป็นของคนเอง
    - การเริ่มต้นที่จะมีอาชีพเป็นที่แน่นอนและมั่นคง
    - มีความรับผิดชอบในฐานะการเป็นพลเมืองดี
    - การเสาะแสวงหากลุ่มทางสังคม ที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของตนเอง เช่น การเป็นสมาชิกสมาคมหรือสโมสรต่างๆ
  2. ภารกิจเชิงพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง
    ช่วงอายุระหว่าง 35 - 60 ปี มีภาระหน้าที่สำคัญๆ ดังนี้คือ
    - การได้รับความสำเร็จในฐานะการเป็นพลเมืองดี หรือการมีความรับผิดชอบด้านสังคม การได้รับชื่อเสียง
    - เริ่มมีหลักฐานที่มั่นคง และพยายามรักษาสถานภาพด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีและเหมาะสมกับฐานะ
    - ให้ความช่วยเหลือแก่ลูก
    - หลาน ที่มักจะอยู่ในระยะวัยรุ่น และพยายามทำตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
    - มีการใช้เวลาว่างและมีกิจกรรมสันทนาการที่เหมาะสมกับวัย และความสนใจ
    - มีการยอมรับและการปรับตัวเอง ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของ ผู้ใหญ่ในวัยนี้
    - มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการเป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทเป็นพ่อ - แม่ คือยอมรับสภาพความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในครอบครัว
  3. ภารกิจเชิงพัฒนาการในวัยชรา
    คือผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไป ควรจะมีบทบาทและภาระหน้าที่ดังต่อไปนี้
    - เรียนรู้ และปรับตัวเกี่ยวกับความเสื่อมโทรมทางด้านร่างกาย ความเข้มแข็งและสุขภาพร่างกายทั่วๆ ไป
    - มีการปรับตัวเองเกี่ยวกับการเกษียณอายุจากการทำงาน และเงินรายได้ที่ลดน้อยลงไปด้วย
    - มีการปรับตัวในด้านการเสียชีวิตคู่ครองที่อาจจะต้องเกิดขึ้น และตัวเองต้องเป็นหม้าย
    - มีบทบาท และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งมีความสนใจใกล้เคียงกัน
    - มีการพบปะ เพื่อการปรึกษาหารือกับคนในวัยเดียวกัน หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันบ้างเป็นครั้งคราว
    - มีการกำหนดสถานที่อยู่อาศัย ในภาพที่ตนเองพอใจ โดยอาจจะอยู่อาศัยรวมกันลูกๆ หลานๆ เพื่อนฝูง หรือในหมู่บ้านคนชรา เป็นต้น

สมมุติฐานที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
ศาสตราจารย์ เดย์ (H.I Day, 1971) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา ได้ทำการศึกษาค้นคว้าและได้นำเสนอแนวคิด ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ในการตรวจสอบเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ช่วยให้นักการศึกษาผู้ใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ดีขึ้น สมมุติฐานที่มีคุณค่าทั้ง 5 ประการนั้น ได้แก่

1. ช่วงชีวิตของผู้ใหญ่
จากการศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ในช่วงชีวิตของคน ทำให้ทราบถึงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพลต่อสติปัญญาของผู้ใหญ่ อันมีผลทำให้การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ด้อยกว่าคนหนุ่มสาว ปัญหาอันสำคัญก็คือการเสื่อมถอย ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของชีวิตนั่นเอง และการเสื่อมถอยนั้นพบว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญๆ 3 ประการ สำหรับผู้ใหญ่ ได้แก่
  1. การไม่ได้ใช้ ความล้มเหลวเกี่ยวกับความสามารถต่างๆ นั้นมีสาเหตุสำคัญมากจากการไม่ใช่สิ่งนั้นเป็นเวลานาน
  2. โรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บป่วยนับว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้มีการเสื่อมถอยได้มากยิ่งขึ้น ในวัยผู้ใหญ่
  3. การขาดความสนใจ เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจที่สูงมากพอจึงมักจะทำให้ไม่ค่อยเกิดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ
2. การเปลี่ยนแปลงบทบาท
การเปลี่ยนแปลงบทบาทที่สำคัญๆ ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ผู้ใหญ่ มักจะได้แก่การบรรลุถึงจุดสุดยอดในอาชีพการงาน ช่วยให้บุตรได้รับอิสรภาพและเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อไป การยอมรับสภาพชีวิตครอบครัวที่ลูกๆ แยกตัวออกไปในบางครั้งผู้ใหญ่ก็เกิดความสับสนในบทบาทฐานะทางสังคม หรือระดับฐานะทางเศรษฐกิจและระดับขั้นทางสังคมได้เสมอๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ โนลส์ (Malclom S. Knowles) ได้แยกประเภทของบทบาทต่างๆ ควบคู่กับสมรรถภาพของบทบาท มีสาระสำคัญของข้อเสนอแนะมีดังต่อไปนี้

บทบาท สมรรถภาพ
  1. ผู้เรียน การอ่าน การเขียน การคิด - คำนวณ การรับรู้ การมีความคิดรวบยอด การประเมินผล จินตนาการ
  2. การรู้จักตนเอง การวิเคราะห์ตนเอง การมีความรู้สึก การสร้างเป้าหมายในชีวิต การทำให้คุณค่าของชีวิต เด่นชัด การแสดงออก
  3. ความเป็นเพื่อน ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ การรับฟัง การให้ความร่วมมือ การแบ่งปัน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน
  4. การเป็นพลเมืองดี การมีส่วนร่วมคือ การเป็นผู้นำ การตัดสินใจการอภิปรายแสดงความคิดเห็น การมองเห็นคุณค่าอื่นๆ
  5. สมาชิกครอบครัว การบำรุงรักษาสุขภาพ การวางแผนการจัดการ การให้ความช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัว การใช้จ่าย การประหยัด ความรักที่มีต่อบุคคลอื่นๆ การมีความรับผิดชอบ
  6. ผู้ทำงาน การวางแผนด้านอาชีพ มีทักษะในการทำงาน การให้คำแนะนำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นตัวแทน ความสามารถในการดำเนินกิจการ
  7. การเป็นผู้ใช้เวลาว่าง รู้จักหาแหล่งวิทยาการต่างๆ ความซาบซึ้ง การรู้จักเล่นและออกกำลังกาย การพักผ่อนหย่อนใจ การเสี่ยงโชค
  • การเปลี่ยนแปลงบทบาทเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับบุคลิกภาพ และการพัฒนาตนเอง แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงบทบาทต่างๆ อาจทำให้เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์ได้ ผู้ใหญ่จึงควรจะได้เรียนรู้วิธีการพักผ่อนหย่อนใจเสียบ้าง ในการเปลี่ยนแปลงบทบาทของบุคคลเช่นที่กล่าวมานี้ ทำให้บุคคลต้องประสบกับความเคร่งเครียดอันเป็นผลของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ มีความเห็นว่ามีสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้ คือ ต้องรู้จักวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียดของอารมณ์เหล่านี้ให้ได้

3. วุฒิภาวะ
คำว่า "วุฒิภาวะ" หมายความว่ามนุษย์สามารถมีพัฒนาการไปในทิศทางที่อาจคาดการณ์ได้แน่นอน โดยเฉพาะก็คือจะมีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น เป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบตนเองได้ มีระเบียบกฎเกณฑ์ของตัวเอง มีความสามารถในการควบคุมตนเองได้ โดยสรุปก็คือบุคคลไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับการควบคุมจากสิ่งภายนอก ในการที่จะมาบีบบังคับให้กระทำพฤติกรรมต่างๆ นอกจากนั้นแล้วพัฒนาการของมนุษย์ในส่วนที่เกี่ยวกับวุฒิภาวะ ยังได้รับอิทธิพลมาจากการชี้แนวทางในการอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วย

4. ประสบการณ์ของผู้ใหญ่
องค์ประกอบที่สำคัญมากในด้านการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ก็คือ การมีประสบการณ์ที่มี คุณค่าอย่างยิ่งของผู้ใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใหญ่นำเอาคุณค่าเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์ของผู้ใหญ่อาจจำแนกออกได้เป็น 3 ด้าน ก็คือ
  1. ผู้ใหญ่ทั้งหลายจะมีประสบการณ์อยู่อย่างมากมาย
  2. ผู้ใหญ่จะมีประสบการณ์ที่แยกออกเป็นประเภทๆ ได้แตกต่างกันไป
  3. ประสบการณ์ของผู้ใหญ่มีการจัดเรียงลำดับ แตกต่างกัน
5. การเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง
จุดมุ่งหมายสำคัญของการศึกษาผู้ใหญ่ หรือการศึกษาประเภทใดๆ ก็ตาม มีความมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้เรียน ดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเกิดการเรียนรู้จากภายในตัวผู้เรียนเอง ซึ่งการที่ผู้เรียนจะมีลักษณะเช่นนี้ได้ เขาควรจะเป็นนักคิด เป็นนักสร้างสรรค์และขยายสมรรถภาพการเรียนรู้ไปตลอดชีวิตด้ว

สิ่งที่มีความสัมพันธ์กับการเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมาก คือ "บทบาททางสังคม" จากการศึกษาค้นคว้าส่วนมากได้ชี้ให้เห็นว่าบทบาททางสังคมบางอย่าง เช่น การเป็นพ่อ - แม่ การเป็นคู่ครอง (สามี - ภรรยา) ช่วยทำให้บุคคลซึ่งต้องแสดงบทบาทนั้นสามารถเรียนรู้และวางตัวได้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งบุคคลส่วนมากก็ตระเตรียมตัวเองในการเรียนรู้ บทบาทเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแสดงบทบาททางสังคมเหล่านี้ได้อย่างดีด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เด็กเล็กทำงานเล็ก เด็กโตทำงานโต


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

เด็กเล็กทำงานเล็ก เด็กโตทำงานโตขึ้น

"การที่พวกเราได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และหากเราได้สอนความมีระเบียบวินัย ให้ได้รูจักขยัน ทำงานตามสภาพ เด็กเล็กให้ได้รู้จักทำงานเล็กๆ เด็กโตหน่อยให้ทำงานที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ เด็กจะเกิดความพึงพอใจที่ได้มีโอกาสทำงานตามธรรมชาติ ได้เล่น ได้เรียน ได้ทำงาน ได้มีโอกาสร่าเริง แจ่มใสกับธรรมชาติ ไม่เคร่งเครียดกับวิชาหนังสือเกินไป ถึงขนาดไม่กล้าให้ทำงาน การที่เด็กทำงานกันเป็นกลุ่มดังที่เห็น นอกจากเป็นการฝึกประชาธิปไตยภาคปฏิบัติแล้ว ยังทำให้นักเรียนมั่นใจว่า ตนเองและเพื่อนๆ สามารถทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย ตนและเพื่อนโตขึ้น ย่อมมั่นใจในตนเอง และหมู่คณะ ว่าพึ่งพาตนเองงกันได้"

การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ การทำงานเป็นสิ่งที่มีเกียรติ ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ย่อมมีโอกาสและควรมีหน้าที่ด้วยกันทั้งสิ้น ปริมาณ คุณภาพ ของงานเป็นไปตามความเหมาะสมของความรู้ ความสามารถเเละอายุ แต่เยาวชนของบ้านเรามักจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งกับการทำงาน

ถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนวัยรุ่นกำลังเป็นวัยที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กำลังมีไฟ กำลังมีใจ จะเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาครอบครัว แรงกายแรงใจมีมากมาย แต่เราปิดกั้นหมด ทั้งทางครอบครัว โรงเรียนและสังคม เราให้เยาวชนมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พลังต่างๆ ที่มีถูกบอนไซ ไม่มีโอกาสใช้ หากผู้ใดเรียนมัธยมจนจบอาจถูกบอนไซ 6 ปี ใครที่โชคร้ายกว่านั้น คือ ได้เรียนต่อ มหาวิทยาลัย จะถูกบอนไซต่อ


อีก 4 ปี เป็น 10 ปี กว่าจะมีโอกาสได้ใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมทั้งไฟที่มีก็มอด สมองก็ตีบตันไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้จะต้อง ได้รับการแก้ไขให้เยาวชนมีส่วนได้รับผิดชอบ ได้ทำงานร่วมกัน ได้ร่วมพัฒนาบ้านเมือง ตามกำลังความรู้ ความสามารถ ตามวัย และตามเวลาที่มี ความรู้ ความสามารถ ความคิดและวิชาการต่างๆ ที่เรียนมา จะได้ถูกย่อยและนำไปใช้ประสมกลมกลืนกับชีวิต ชีวิตจะได้พัฒนาตลอดทุกช่วงของอายุ สมกับคำว่า ศึกษา คือการพัฒนา

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เด็กบอนไซ


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

เด็กบอนไซ
ปลัดโกวิท วรพิพัฒน์ พูดชัดถ้อยชัดคำ เรื่องเยาวชนกับการศึกษาเป็นเรื่องเข้าใจยาก! เด็กสมัยนี้ จะกลายเป็น "เด็กบอนไซ" เพราะสาเหตุที่ถูกปลูกฝังให้รักเรียนหนังสืออย่างเดียว ปฏิบัติไม่เกี่ยว จบแล้วทำงานไม่เป็น โดยเฉพาะโรงเรียนชื่อดังกลางกรุง พวกนี้มุ่งเรียนอย่างเดียว

ช่วงหนึ่งของปาฐกถา เรื่อง "เยาวชนกับการศึกษา"
....... การศึกษากับเยาวชนนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ทั้งนี้เพราะยังไม่มีใครให้ความหมายของคำนี้ได้ชัดเท่าที่ควร การศึกษาเป็นเรื่องของความใกล้ชิดที่อยู่ในอดีต มีผู้กล่าวว่า… "การศึกษาเป็นเรื่องของความกตัญญู เป็นความขยัน เป็นเรื่องของการประกอบอาชีพในการทำงาน การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำให้คนนั้นรู้จักตนเองว่า เป็นอะไร และชอบอะไร"…
การศึกษาในปัจจุบันนี้มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การศึกษาในปัจจุบันเป็นการนำรูปแบบของตะวันตกเข้ามาใช้ ซึ่งเป็นผลดี ทำให้การศึกษาของประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น เช่นจากเดิมที่เป็นลูกชาวนา ชาวสวน ก็ขยับฐานะขึ้นเป็นปลักกระทรวงศึกษาธิการได้ ต้องขอขอบคุณการศึกษาตะวันตก
กระทรวงศึกษาธิการ ต้องดูแลเด็กนักเรียน 13 ล้านคน เป็นเรื่องน่าห่วง เด็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นบอนไซ เพราะได้ปลูกฝังให้เป็นคนรักการเรียน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เด็กๆ จะเรียนหนังสือ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่จะมุ่งให้ เด็กนักเรียนได้เรียนหนังสืออย่างเดียว แต่ควรที่จะให้เด็กได้ปฏิบัติด้วย

ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร. โกวิท สมัยที่เป็นรองอธิบดีกรมวิชาการ นั้น พบว่า เด็กที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ๆ ด้วยวุฒิปริญญานั้น เป็นผู้ที่ทำงานไม่เป็น ทางเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการ อธิบดี รองอธิบดี จะต้องมาสอนงานให้ใหม่

การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา


การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก

การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ประกอบด้วยการให้ผู้เรียนรับรู้ปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง เปิดกว้าง และท้าทายผู้เรียนให้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ข้อมูล และสถานการณ์ชีวิตจริง ผู้เรียนแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ปัญหาที่ผู้เรียนต้องแก้ไขจะไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ซึ่งต้องนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหลายทางเลือก

ทำไมต้องใช้ปัญหาในการเรียน

Howard Gardner (1993) กล่าวว่า "เชาว์ปัญญา" คือความสามารถในการแก้ปัญหา จัดการกับวิกฤตการณ์และผลิตสิ่งที่มีคุณค่า เป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ มุ่งให้ผู้เรียนมีความสามารถในการจัดการกับข้อมูล แล้วใช้อย่างสร้างสรรค์ ปฏิบัติได้จริง เพราะการแก้ไขปัญหา ผู้เรียนจะใช้ทักษะและความสามารถในหลายรูปแบบและได้ใช้ทรัพยากรที่หลากหลายและสมดุล วิธีการสอนแบบนี้ไม่ทำให้ครูเป็นศูนย์กลางมากเกินไป





วิธีการทำอย่างไร
ขั้นตอนการแก้ปัญหา
1. ทำความเข้าใจกับปัญหาและระบุสิ่งที่เป็นปัญหา
2. ทบทวน และใช้ความรู้และประสบการณ์
3. เริ่มจากสิ่งผู้เรียนรู้แล้ว
4. วางแผนขั้นตอนของตนเอง
5. ทำงานตามความสามารถของตนเอง
6. แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
การทำความกระจ่างกับปัญหา ผู้เรียนจะเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยการอภิปราย หรือการถามตอบ ซึ่งผู้เรียนต้องตั้งคำถามให้ได้ว่า อะไรคือปัญหา ปัญหาเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

การระบุแหล่งทรัพยากรที่ต้องใช้ ผู้เรียนจำเป็นต้องสำรวจทรัพยากร รวมทั้งข้อมูลและกระบวนการการเรียนที่รู้มาก่อน ซึ่งจะดำเนินการได้ตามองค์ประกอบ ดังนี้
K (know)
หมายถึง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับปัญหานี้บ้าง
N (need)
หมายถึง คุณต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับปัญหานี้บ้าง
D (do)
หมายถึง คุณต้องทำอะไรจึงจะได้สิ่งที่ต้องการ

การเข้าถึงข้อมูล เมื่อผู้เรียนได้ระบุสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็จะเลือกแหล่งข้อมูล เช่น internet ชุมชน แหล่งข้อมูล หรือระบบข้อมูลอื่น ๆ

การตั้งสมมุติฐาน เมื่อผู้เรียนรวบรวมและประมวลข้อมูลแล้ว ก็ถึงขั้นที่ผู้เรียนต้องตั้งสมมุติฐาน
เลือกวิธีแก้ปัญหาและให้เหตุผล ผู้เรียนต้องนำเสนอวิธการแก้ปัญหาที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด พร้อมเหตุผล

หมายเหตุ
ในหนึ่งปัญหา อาจมีสาเหตุหลาย ๆ ด้าน หรือหลายๆ ปัจจัย ในการแก้ไขปัญหานั้น จะต้องสำรวจสาเหตุของปัญหาให้ครอบคลุม และวิเคราะห์ว่าสาเหตุใดที่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานั้น เลิกสาเหตุของปัญหาหลัก มาพิจารณากำหนดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหา โดยใช้การบวนการคิดเป็น คือการใช้ข้อมูล 3 ด้าน ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา ทั้งข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ ทั้งนี้ต้องให้ผสมกลมกลืน คือ สมดุลทั้ง 3 ด้าน จะทำให้การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องเหมาะมกับตนเอง ซึ่งหมายถถึงเกิดความพึงพอใจ และมีความสุขที่ได้คิดและตัดสินใจด้วยตนเอง
...............................................................................................................................

ดร. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญา กล่าวไว้ว่า “ ... เด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้ ที่แตกต่างกัน เปรียบเหมือนสายรุ้งที่หลากสี บุคคลจึงมีหลากหลาย และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู ต้องร่วมมือกันเพื่อค้นให้พบว่า เด็กมีลักษณะการเรียนรู้ หรือมีความสามารถที่จะเรียนรู้ในทางใด เพื่อจะได้พัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพและได้ใช้ความสามารถได้สูงสุด ... ”

การศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

การศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน : บนฐานภูมิปัญญาและการมี ส่วนร่วมของประชาชน
ตามแนวคิด ดร. โกวิท วรพิพัฒน์

"คิดเป็น มาจากแนวคิดที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องการความสุข คนคิดเป็นจะสามารถดำรงชีวิต ให้พบความสุขได้"

กระแสความคิดที่ชัดเจนของคณะศึกษาอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสังคมให้แก่ชุมชน ท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ทิศทางการพัฒนาประเทศเป็นการพัฒนาแบบรวมศูนย์ เป็นการพัฒนาที่มุ่งหวังแต่ความเจริญในระดับมหภาค จนทำให้ชุมชนชนบท ซึ่งคนพี่น้องชาวไทยของเรากว่า ร้อยละ 70 ยังใช้เป็นฐานในการดำรงชีวิต ถูกมองเป็นเพียงฐานวัตถุดิบและสายพานลำเลียงแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาในรอบ 30 - 40 ปีจึงกลายเป็นการพัฒนาที่ค่อยๆ ทำให้ชนบทอ่อนแอลงเป็นลำดับ ทั้งในแง่กำลังคนและในแง่ศักยภาพการผลิต


แนวคิดใหม่ของการพัฒนาจึงเน้นการพลิกฟื้นความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันได้ด้วยตนเอง เน้นรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ พึ่งตนเองได้ในแง่ปัจจัยการดำรงชีวิต และในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะมีขีดความสามารถในการผลิตเพื่อขายได้ในระดับหนึ่งด้วย

ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียง ให้บังเกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทยได้นั้น ก็คงหนีไม่พ้นปัจจัยเรื่องกำลังคนเป็นสำคัญ แนวคิดของคณะศึกษาจึงมุ่งเน้นที่การผลลิตและพัฒนากำลังคนในท้องถิ่นต่างๆ ให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถขั้นพื้นฐานที่จะประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอยู่ในชนบทได้ แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือ การปลูกฝังให้เยาวชนที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังของท้องถิ่นเหล่านี้ มีความรัก มีความผูกพันต่อท้องถิ่น

ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เป็นผู้หนึ่งที่เน้นรูปแบบการศึกษายุคใหม่ที่ปลูกฝังความรัก ความผูกพันกับท้องถิ่นให้แก่เด็กๆ และในขณะเดียวกันก็ให้ทักษะความรู้ความสามารถเพื่อที่เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้น เป็นกำลังการผลิตที่เก่งกล้าสามารถได้ ไม่ว่าจะอยู่ในท้องถิ่นห่างไกลเพียงใด ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "การเรียนจะให้รักถิ่นได้ มันต้องมีความรู้สึกว่า ถิ่นเรานี้เลี้ยงเราได้ เรามีเกียรติเพราะอยู่ในถิ่นของเรา สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้ โดยที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ช่วยเหลือตัวเราเองได้ ขณะนี้การเรียนการสอนของเราสักแต่สอนให้รักถิ่นแต่ปาก แต่มิได้แสดงให้เด็กเห็นและเชื่ออย่างชัดเจนว่า ท้องถิ่นของเขา จะทำให้เขาอยู่รอดอย่างมีเกียรติในสังคมได้อย่างไร"



ดร.โกวิท กล่าววิจารณ์เรื่องนี้ต่อไปว่า "เดี๋ยวนี้บัณฑิตจบใหม่ ก็ไม่กลับไปบ้านตัวเอง ไม่ไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่เห็นรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพราะงานการดีๆ มีแต่ในเมืองหลวง นักศึกษาเดี๋ยวนี้ก็เล่าเรียนกันแต่เรื่องสภาพของเมืองหลวง ไม่ค่อยได้เรียนเกี่ยวกับชนบท เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเอง ที่จริงเมืองอยู่ได้ด้วยชนบท และชนบทก็อยู่ได้เพราะเมือง เพราะฉะนั้นการเรียนจึงจำเป็นต้องเรียนเกี่ยวกับท้องถิ่น ให้รู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวเองก่อน รู้เกี่ยวกับความเป็นมาของท้องถิ่น ปัญหาของท้องถิ่น เรียนรู้คู่ไปกับการลองทำจริงๆ ให้เห็นโอกาสและความหวังในท้องถิ่นของตนเอง จากนั้นค่อยไปเรียนเรื่องไกลตัวเรื่องเมือง ก็จะทำให้คนคนนั้นเป็นคนที่มีความรู้รอบตัว สามารถพัฒนาตนเอง อยู่ในชนบทก็ได้ หรือจะมาสานงาน สร้างงานอยู่ในเมืองก็ได้"

แนวคิดสำคัญของคณะศึกษาในการส่งเสริมเรื่องการศึกษา เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนนั้น เน้นที่การปลุกพลังชุมชนขึ้นมาบนฐานภูมิปัญญา และการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ควบคู่ไปกับแนวทางการปฏิรูประบบบริหารการศึกษา ที่กระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่หน่วยงานในระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน และการบริหารทรัพยากรของโรงเรียนตามสภาพ ความต้องการ ความเชื่อ ตลอดจนรากเหง้าทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ เอง


วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คิดเก่ง ทำเป็น


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา

คิดเก่งทำเป็น
ตามแนวคิด ดร. โกวิท วรพิพัฒน์
"คิดเป็น มาจากแนวคิดที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องการความสุข คนคิดเป็นจะสามารถดำรงชีวิต ให้พบความสุขได้"

ในเรื่องการทำให้เด็กของเรา "คิดเก่ง ทำเป็น" นี้ เป็นจุดเน้นที่เด่นชัดมาก ในเวทีความคิดของคณะศึกษา ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ได้ชี้ว่า ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติมากๆ นั้น ก็มีอยู่ในโรงเรียนทั่วไป หากยังเป็นแนวคิดที่ยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง หรือลึกซึ้งพอเพียง ซึ่งท่านมองว่ารูปแบบการศึกษาที่จะทำให้เด็กคิดเป็นและปฏิบัติเก่งด้วยนั้น ต้องมีความเข้มข้นของประสบการณ์นอกห้องเรียน อย่างเช่น โรงเรียนตัวอย่างการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งท่านชี้ว่าเป็นทิศทางการจัดการศึกษาที่ถูกต้อง สามารถช่วยเหลือเด็กๆ และชุมชนได้จริง โดยเฉพาะในแง่การเรียนรู้ ประสบการณ์การทำมาหากินที่ติดตัวเด็กไปอย่างยั่งยืน ท่านได้ชี้แจงให้คำอธิบายในเรื่องนี้ว่า
"เราต้องพยายามทำความเข้าใจกับครู ว่าการที่เด็กเรียนน้อย คือการเรียนมาก และจะรู้ลึกรู้จริง แม้เด็กจะมีเวลาเรียนในห้องเรียนน้อยลง แต่ในเวลาอื่นเขาสามารถเอาวิชาไปใช้ ซึ่งเมื่อมีการนำวิชาไปใช้มันก็จะเกิดผล เมื่อเกิดผลแล้วเขาก็จะรู้ว่าวิชาต่างๆ ที่มีอยู่ในหนังสือนั้นมีประโยชน์จริง เห็นคุณค่าของวิชาความรู้ และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาชีวิตจริงของเขาเองได้
นอกเหนือจากเรื่องกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่เน้นทักษะพื้นฐานในเรื่องการค้นคว้าหาความรู้ ตลอดจนการปลูกฝังด้านการคิดและการเชื่อมโยงความคิดมาสู่การปฏิบัติให้เด็กรุ่นใหม่มีทั้งความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะปฏิบัติแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในคณะศึกษามักจะเน้นและเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ยุคใหม่ทั้งหมด คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กมีความสุขกับการเรียน ซึ่งคณะศึกษาหลายท่านมองว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบที่ทำให้เด็กมีความทุกข์ และถูกบังคับกับการเรียน ทำให้การศึกษาไม่อาจปลูกฝังความรักเรียนให้เด็กรุ่นใหม่ได้

ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ได้วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "เด็กเดี๋ยวนี้ ไม่เป็นผู้เป็นคน เรียนหนังสือวันละ 7 คาบ เกือบ 7 ชั่วโมง คาบละ 50 นาที ครูคนนั้นคนนี้เข้ามา พูด ๆ สอน ๆ เดี๋ยวก็ออกไป คนใหม่เข้ามาแทน" ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมองอีกว่า การสอนในโรงเรียนของเราในปัจจุบันนั้น เน้นแต่เนื้อหาทางวิชาการ เน้นแต่การบอกหนังสือให้เด็กท่องจำ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการทำให้เด็กเล่าเรียนอย่างไม่มีความสุข

ทั้งๆ ที่จริงแล้ว "ในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็เปลี่ยนชื่อโรงสอน มาเป็นโรงเรียนตั้ง 60 - 70 ปีแล้ว ไปดูโรงเรียนทั้งหลายก็ยังเป็นโรงสอนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเด็กของเราจึงคิดไม่เป็น เพราะการสอนส่วนใหญ่มีแต่การยัดเยียด ความรู้ การท่องบ่นความรู้ ไม่ได้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง" โดยเหตุนี้ คณะศึกษาทั้งหลายท่านจึงเน้นให้รูปแบบการเรียนการสอนสมัยใหม่ ไม่เน้นหนักแต่วิชาการ แต่ให้เน้นหนักเรื่องกิจกรรมการเรียนที่เด็กสนใจ ตลอดจนเรื่องสุนทรียะต่างๆ อันเป็นทางออกของชีวิตให้แก่เด็กๆ อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ที่เสริมบุคลิกภาพให้แก่เด็กด้วย

อุทยานการศึกษา


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา



อุทยานการศึกษา
ตามแนวคิด ดร. โกวิท วรพิพัฒน์
"คิดเป็น มาจากแนวคิดที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องการความสุข คนคิดเป็นจะสามารถดำรงชีวิต ให้พบความสุขได้"

ในเมืองไทยเรามีครู -อาจารย์ ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านชอบสอนเพื่อนครูด้วยกันเองและลูกศิษย์ลูกหาว่า ครูมี 2 ประเภท คือ "ครูที่พูดได้" และ "ครูที่พูดไม่ได้"



"ครูพูดได้" คือครูที่พวกเรารู้จักกันดี เราถือว่าท่านเป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้ที่เราเคารพนับถือ ท่านมักจะพร่ำสอนให้เราเป็นคนดี ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น พยายามให้เราเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ ให้เราพึ่งพาตนเองได้ สามารถทำงานเป็นกลุ่ม และสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน "ครูที่พูดไม่ได้" คนจะไม่ค่อยรู้จัก แต่กล่าวกันว่า ครูที่พูดไม่ได้ สอนเราไม่น้อยกว่า ครูที่พูดได้ ครูที่พูดไม่ได้ แท้จริงคือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรานั่นเอง หากสิ่งแวดล้อมสะอาด ร่มรื่น สดชื่นแจ่มใสเป็นกันเอง เราก็จะสบายใจ สะอาด ร่มรื่น แจ่มใส และจิตใจดี หน้าตาก็พลอยแจ่มใสไปด้วย โบราณมีคำภาษิตที่กล่าวถึงอิทธิพลของครูที่พูดไม่เป็นจำนวนมาก เช่น คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล หรืออยู่กับโจรมักเป็นโจร อยู่กับบัณฑิตมักเป็นบัณฑิต

อุทยานการศึกษาเกิดขึ้นจาก แนวคิดเรื่องครูพูดได้ และครูที่พูดไม่ได้ นี้ และในขณะนี้ได้พัฒนาแนวคิดติดต่อกันมาตามลำดับ เช่น เรื่องการพัฒนาวัด การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ให้ร่มรื่น ให้สงบ การถวายความรู้ให้ภิกษุ สามเณร ครูอาจารย์ ให้มีความรู้ และจะได้สั่งสอนประชาชนและลูกศิษย์ลูกหา มีการจัดตั้งห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดวัด และมีการทำนุ บำรุง และอนุรักษ์ และ(หรือ)การพัฒนาหอไตร เป็นต้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ ระยะหลังมีโครงการจัดสวนป่าในโรงเรียน ในวัด มีการพัฒนาวัดและโรงเรียนให้สะอาดร่มรื่น สงบ สวยงาม มีระเบียบ มีโครงการส่งเสริม "สวนสวย โรงเรียนงาม" และมีวารสารชื่อเดียวกันนี้เผยแพร่ผลงานและเผยแพร่ความคิด เชื่อว่าอุทยานการศึกษา โดยแนวคิดกว้างๆ ซึ่งหมายถึง สงบ หรือสถานที่ร่มรื่น มีความสะอาดเป็นระเบียบสวยงาม จะเป็นแหล่งความรู้ เป็นแหล่งกล่อมเกลาจิตใจผู้คนที่เข้าไปอยู่ เข้าไปใช้ ให้ละเอียดอ่อน และทำให้คนเจริญงอกงาม หากโรงเรียนในประเทศไทยสามหมื่นกว่าโรงเรียน วัดอีกกว่าสามหมื่นวัด ซึ่งในปัจจุบันวัดหลายหมื่นวัด โรงเรียนหลายโรงเรียน ได้มีลักษณะที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นอุทยานการศึกษาในแนวคิดที่พูดถึงแล้ว

หากทั้งโรงเรียนและวัดกว่าหกหมื่นแห่งได้พัฒนาไปในแนวทางแห่งแนวคิดอุทยานการศึกษา ซึ่งคงจะมีรูปแบบรายละเอียดแตกต่างกันไปตามสภาพ แต่เน้นในหลักการแห่งความสะอาด สงบ ร่มรื่น และเป็นแหล่งวิชาการการเรียนรู้ และโดยทางตรงและทางอ้อม อิทธิพลของครูที่พูดไม่ได้เสริมโดยครูพูดได้ คงจะช่วยให้ปวงชน สังคมบ้านเมืองสะอาด สงบ รื่นรมย์ แจ่มใส คงจะทำให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเข้าใจ ประสมกลมกลืนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมีความสุขตามที่เราปรารถนามากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์
  1. เพื่อให้ครู อาจารย์ ภิกษุ สามเณรชุมชน องค์กรทั้งฝ่ายเอกชนและราชการได้ร่วมกันพัฒนาโรงเรียน สถาบัน การศึกษา วัด ฯลฯ เป็นอุทยานการศึกษา
  2. เพื่อให้นักเรียน ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ความดีงาม ความสงบสุข ความร่มรื่น ความแจ่มใส ความเป็นระเบียบ สิ่งแวดล้อมที่ดีที่น่าภาคภูมิใจนั้น เราทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ยากดีมีจน สามารถสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์แห่งตนและผู้อื่น ชุมชนและประเทศชาติได้
  3. เพื่อให้มีแหล่งการเรียนรู้ ทั้งจากสิ่งแวดล้อม จากการปฏิบัติจริงและจากครู อาจารย์ ข่าวสารข้อมูล กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเมือง นอกเมือง ทั้งชุมชนเล็ก ชุมชนใหญ่
  4. เพื่อให้แนวคิดเรื่องอุทยานการศึกษาซึมซาบเข้าไปในชีวิตจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย และเข้าไปในวิถีชีวิตขอความแจ่มใสจะขยายเข้าไปอยู่ในบ้านเรือน ครอบครัว และชุมชนทุกระดับปวงชน ความสะอาด ความเรียบง่าย ความร่มรื่น ความสวยงาม ความสงบ

วิธีดำเนินการ
  1. ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับครู-อาจารย์ ผู้บริหาร ภิกษุ-สามเณร พระเถระ มหาเถรสมาคม และประชาชนทุกระดับ
  2. รัฐบาล สมาชิกรัฐสภา ถือเป็นนโยบายแห่งรัฐ เป็นเป้าหมายที่จะพัฒนาสถานที่ของรัฐ โดยเฉพาะโรงเรียน วัด ให้เป็นอุทยานการศึกษา โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และให้อิสระในการแปรความคิดออกมาให้เป็นรูปแบบ ทั้งนี้ให้มีเป้าหมายร่วมในเชิงแนวคิด คือ ความสงบ ความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความแจ่มใส ความร่มรื่น และเป็นแหล่งความรู้และข้อมูล
  3. ส่งเสริมสนับสนุนตัวร่วมที่จำเป็นตามกำลัง นอกจากดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว อาจมีเรื่องแหล่งน้ำ ระบบน้ำดื่ม น้ำใช้ในโรงเรียน (ความร่มรื่นต้องอาศัยแหล่งน้ำ) เมล็ดหรือกล้าไม้ คัมภีร์/หนังสือ (รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์การสื่อสารสมัยใหม่ วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรสาร ฯลฯ)
  4. ส่งเสริมองค์กรในท้องถิ่น ให้มีกำลังความคิด กำลังความรู้ กำลังการตัดสินใจ โดยเฉพาะวัด โรงเรียน องค์กรเอกชน ความเป็นนิติบุคคลของสภาตำบล ฯลฯ
  5. จัดและส่งเสริมให้มีนระบบข้อมูล และระบบการนิเทศติดตามการให้ความยอมรับ การยกย่อง เช่น ให้มีการบันทึกข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์ ประวัติและแนวคิดในการพัฒนาอุทยานการศึกษาเป็นรายสถาบัน รายวัด รายโรงเรียน จัดให้มีหน่วยงานไปติดป้ายยกย่องว่า วัดแห่งนี้ สถาบันการศึกษาแห่งนี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นอุทยานการศึกษา เป็นตัวอย่างแก่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้

การคิดเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมไทย


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา


การ"คิดเป็น"เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมไทย "คิดเป็น มาจากแนวคิดที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องการความสุข คนคิดเป็นจะสามารถดำรงชีวิต ให้พบความสุขได้"

มนุษย์มีจิตสำนึกที่จะใคร่ครวญ และแสวงหารากเหง้าที่มาของปัญหาและความทุกข์ และพิจารณาทางเลือก และหาคำตอบต่างๆ เพื่อจะได้ตัดสินใจกระทำการหรือไม่ ในการแสวงหาคำตอบแทนที่จะยอมจำนนต่อปัญหา หรือโชคชะตา โดยกระบวนการที่จะพัฒนาการคิดเป็นให้กับบุคคลตามทฤษฎีการ "คิดเป็น" ซึ่งจะเป็น กระบวนการตัด และตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูล 3 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ มาประกอบการตัดสินใจ

กระบวนการคิดเป็น จึงเป็นเป็นการทำให้บุคคลได้เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ว่า ตนเองเป็นใคร และอะไรคือสิ่งที่ตนเองต้องการ รวมทั้งการเข้าใจสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ตนเองดำรงชีวิต และสามารถนำข้อมูลวิชาการที่มีอยู่มาประกอบการคิดและตัดสินใจ โดยวิเคราะห์ วิจารณ์อย่างเป็นระบบ ภายใต้หลักการ เหตุผล หลักคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดความพึงพอใจ เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมคิดเป็น เป็นคนดี คนเก่ง และพบกับความสุขได้ในที่สุด ศาสตราจารย์ อุ่นตา นพคุณ ได้สรุปความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับ การคิดเป็น มี 4 ประการ ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกระบวนการคิดเป็นได้อย่างชัดเจน คือ
  • ประการที่ 1 มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข
  • ประการที่ 2 การใช้ข้อมูล 3 ประเภท พร้อมกันประกอบการคิดแก้ไขปัญหา
  • ประการที่ 3 เป็นการคิดเพื่อการตัดสินใจแก้ไขปัญหา
  • ประการที่ 4 มนุษย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

คิดเป็น จึงเป็นกระบวนการที่จะทำให้มนุษย์กำหนดปรัชญาในการดำรง ชีวิตของตนเองในแต่ละด้านว่า ตนเองเป็นใคร ควรทำอะไร ทำทำไม ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นสิ่งที่ตนเองต้องการ และนำกระบวนการคิดเป็นนั้นไปสู่ปรัชญาที่กำหนดให้สำเร็จ และในที่สุดก็จะสามารถนำพาชีวิตไปถึงเป้าหมายสูงสุด คือ ความสุข ซึ่งเป็นปรัชญาชั้นสูงสุดในการดำรงชีวิตมนุษย์ที่จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพได้


ความเชื้อพื้นฐานเกี่ยวกับ "การคิดเป็น"
  1. มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข ข้อตกลงเบื้องต้นของการ "คิดเป็น" คือ มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข คือ เชื่อว่าคนเราจะมีความสุข เมื่อคนเราและสังคมสิ่งแวดล้อม ประสมกลมกลืนกันอย่างราบรื่นทั้งทางวัตถุ กาย ใจ และมนุษย์จะไม่มีความสุขเมื่อมีปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างสภาพการณ์และสิ่งที่เขามีอยู่จริง ปัญหาในช่วงชีวิตมนุษย์แต่ละคนเป็นเรื่องสลับซับซ้อน และเกี่ยวโยงถึงปัจจัยต่าง ๆ การคิดที่ใช้ข้อมูลประกอบการคิดเพื่อแก้ไขปัญหา และเกิดความพึงพอใจ
  2. การคิดเป็น เป็นการคิดเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากการคิดมีจุดเริ่มที่ตัวปัญหา และพิจารณาไตร่ตรองถึงข้อมูล 3 ประการ คือ ข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ต่อจากนั้นก็ลงมือกระทำการ ถ้าหากกระทำการ ทำให้ปัญหาและไม่พอใจหายไป กระบวนการคิดจะยุติลง แต่ถ้าหากบุคคลยังรู้สึกไม่พอใจ ปัญหายังคงมีอยู่ ก็จะเริ่มกระบวนการคิดอีกครั้ง
  3. การใช้ข้อมูล 3 ประเภท พร้อมกันประกอบการแก้ปัญหา ตามแนวคิดเรื่องการคิดเป็น บุคคลที่จะถือว่าเป็นคนคิดเป็น จะต้องเป็นบุคคลที่ใช้ข้อมูล 3 ปรเภทไปพร้อมกันประกอบการตัดสินใจแก่ปัญหา การคิดที่อาศัยข้อมูลประเภทใดประเภทหนึ่งหรือสองประเภท ยังไม่ถือว่าบุคคลนั้นเป็นคนคิดเป็นได้สมบูรณ์แบบ
    ข้อมูล 3 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อมูลตนเอง 2) ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม 3) ข้อมูลวิชาการ
    ข้อมูลตนเอง (Information of self)
    ข้อมูลประเภทตนเอง ถูกกำหนดขึ้นเพราะอิทธิพลทางศาสนา ปรัชญา และจิตวิทยา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งได้สั่งสอนให้บุคคลพิจารณาและเฝ้ามองตนเอง และแก้ไขทุกข์ด้วยตนเอง มีอิทธิพลต่อการกำหนดข้อมูลประเภทนี้ การ "คิดเป็น" ซึ่งมีจุดมุ่งหมายต้องการให้บุคคลใช้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับตนเอง ได้แก่ ข้อมูลในเรื่องสถานภาพทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม สุขภาพอนามัย ระดับการศึกษา ความรู้ ความถนัด ทักษะ วัย เพศ และอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ต้องการให้พิจารณาจุดอ่อน จุดแข็ง ข้อดี ข้อเสียของตนเองอย่างจริงจังก่อนการตัดสินใจกระทำสิ่งใด
    ข้อมูลสังคมและสิ่งแวดล้อม (Information on Society and Environment)
    ธรรมชาติมนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่ได้อยู่ตามลำพัง ข้อมูลประเภทนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้บุคคลใช้ความนึกคิด คำนึงถึงสิ่งที่อยู่นอกกาย คำนึงถึงผู้อื่น ชุมชน ตลอดจนสภาพแวดล้อมสังคมส่วนรวม หากบุคคลใช้ข้อประเภทตนเองอย่างเดียวก็จะเป็นคนเห็นแก่ตัว และเป็นคนใจแคบ ดังนั้นอิทธิพลของสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงมีผลกระทบต่อมนุษย์เสมอ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่ก็ส่งผลกระทบชีวิตมนุษย์ทุกคน และในทางกลับกัน การกระทำของมนุษย์ก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของตัวมนุษย์ด้วย ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม อาจแยกได้เป็นข้อมูลสังคมและจิตใจ เช่น พฤติกรรมของมนุษย์ในการอยู่ในสังคมด้วยความถูกต้อง เหมาะสม และข้อมูลกายภาพ เช่น ภูมิอากาศ ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
    ข้อมูลวิชาการ (Technical or Book Knowledge)
    ในความหมายของการคิดเป็น หมายถึง ข้อมูลและความรู้อันมหาศาลที่มนุษย์เราได้สะสมรวบรวมไว้เป็นเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เป็นหลักสูตร เป็นศาสตร์ แนวคิดเรื่องการคิดเป็น ตระหนักว่า บุคคลนั้นถึงแม้ว่าจะเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ถ้าขาดข้อมูลทาวิชาการไป อาจจะเสียเปรียบผู้อื่นในการดำรงชีวิตและ การแก้ปัญหา เพราะว่าในปัจจุบันนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์และสังคมถูกเปลี่ยนเพราะความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ ดังนั้นมนุษย์จำเป็นที่จะต้องได้รับความรู้และข้อมูลทางวิชาการ มาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุดในการดำรงชีวิต จากความเชื่อพื้นฐาน เรื่องการใช้ข้อมูล 3 ประเภทพร้อมกันประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา เป็นลักษณะเด่นของเรื่อง "คิดเป็น" การกำหนดให้ใช้ข้อมูลประเภทต่าง ๆ วิเคราะห์และหาหนทางแก้ปัญหา และเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใช้ข้อมูลพิจารณาปัญหาจากจุดยืนหรือมิติเดียว
  4. เสรีและอำนาจการตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ความเชื่อพื้นฐานข้อนี้มาจากคำสั่งสอนของพุทธศาสตร์โดยตรง และปรัชญาการศึกษาสำนักมนุษยนิยม คือพุทธศาสนา สอนว่า ปัญหาหรือความทุกข์ของมนุษย์เกิดขึ้นตามกระบวนการแห่งเหตุผล และทุกข์หรือปัญหาของมนุษย์เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ พร้อมทั้งได้ให้วิธีแก้ไขด้วย อริยสัจ 4

กล่าวโดยสรุป ความเชื่อพื้นฐานของการ "คิดเป็น" มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าสิ่งที่เป็นยอด ปรารถนา คือ ความสุข และมนุษย์เราจะมีความสุขที่สุดเมื่อตนเอง และสังคม สิ่งแวดล้อม กลมกลืนกันอย่างราบรื่น ทั้งด้านวัตถุ กาย และใจ การที่มนุษย์เรากระทำได้ยากนั้น แต่อาจทำให้ตนเอง และสิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกันได้เท่าที่แต่ละคน หรือกลุ่มคนจะสามารถทำได้ โดยกระทำดังต่อไปนี้
  1. ปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับสังคมสิ่งแวดล้อม
  2. ปรับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตัวเรา
  3. ปรับปรุงทั้งตัวเราและสังคมสิ่งแวดล้อม ทั้งสองด้านให้ประสมกลมกลืนกัน
  4. หลีกสังคมและสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ไปสู่สังคมสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่เหมาะสมกับตน
บุคคลที่จะสามารถดำเนินการข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อเพื่อตนเองและสังคมสิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกัน เพื่อตนเองจะได้มีความสุขนั้น บุคคลผู้นั้นต้อง "คิดเป็น" เพราะการคิดเป็นการทำให้บุคคลสามารถแก้ไขปัญหาได้ บุคคลที่มีแต่ความจำ ย่อมไม่สามารถดำเนินการตามข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อได้ คนที่ทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถคิดแก้ปัญหา สามารถรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ และรู้จักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสังคมนั้น

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะสามารถช่วยพัฒนาการคิดเป็นให้เกิดขึ้นได้ โดยครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และเกิดกระบวนการคิด โดยการคิดนั้นควรส่งเสริมการใช้เหตุผล หลักคุณธรรมเป็นสำคัญ เพื่อให้รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร จะทำอย่างไร ทำเพื่ออะไร จะได้ผลอย่างไร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวครูสามารถนำกระบวนการ "คิดเป็น" ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่มีการรวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ครบก่อนการตัดสินใจ จึงน่าจะเป็นกระบวนการคิดที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในยุคข่าวสารข้อมูลได้เป็นอย่างดี

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปั้นแต่งชีวิต ด้วยคิดเป็น


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา



ปั้นแต่งชีวิตด้วย "คิดเป็น"
ภาคทฤษฎีวิชาการสร้างภูมิคุ้มกันปัญหา พัฒนาชีวิตและสังคม

แนวคิด
แก้ปัญหาที่สามารถรู้เหตุต้นตอของปัญหา เข้าใจพื้นฐาน ความเชื่อ หลักคิด และ แนวปฏิบัติที่ถูกต้องชัดเจนที่นำไปใช้ ปฏิบัติได้หลากหลายวิธีการ

หลักการความเชื่อของการ "คิดเป็น"
การพัฒนาคนให้คิดเป็น มีหลักการความเชื่อการคิดเป็น ดังนี้
  1. คนทุกคน ต้องการเป็นคนดี ปรารถนาความสุข
  2. การคิดเพื่อตัดสินใจ คนเราคิดว่าตนคิดว่าตนตัดสินใจเหมาะสมที่สุด ดีที่สุด ขณะที่ตัดสินใจ
  3. ข้อมูลไม่ดี ไม่พอ จึงตัดสินใจผิด
  4. ข้อมูลที่จำเป็นได้แก่
    4.1 ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง
    4.2 ข้อมูลสังคม และสิ่งแวดล้อม
    4.3 ข้อมูลวิชาการ
  5. เพิ่มข้อมูลให้พอเพียงเพื่อการตัดสินใจได้ดี

แนวพัฒนา
สร้างสมดุลของข้อมูล 3 ด้าน ได้แก่ ข้อมูลตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ
  1. ประเมินสืบค้นหาสาเหตุความบกพร่องแล้วแก้ไขตามสาเหตุที่บกพร่อง โดยเติมเต็มข้อบกพร่องด้านนั้น ๆ ได้แก่ ด้านตนเอง สังคมสิ่งแวดล้อม และวิชาการ ให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความสมดุลกันทั้ง 3 ด้าน
  2. พัฒนากระบวนการคิดสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกิจกรรม คือ ฝึกทักษะการคิดตัดสินใจ ลงมือกระทำ ตรวจสอบผลการกระทำ จนกระทั่งเกิดความพอใจ และพบความสุข
  3. พัฒนาทั้งระบบในสังคมระดับต่าง ๆ โดยทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องในระดับหรือเรื่องนั้น ๆ ที่เป็นเหตุและผลรวมทั้งเป็นสิ่งแวดล้อมของกันและกันเพื่อให้ได้พัฒนาตนเอง ตามบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสมและเต็มกำลังที่มี

วิธีการนำไปใช้พัฒนา
นำแนวคิด หลักการ ความเชื่อ แนวพัฒนา มากำหนดกรอบการทำงานอย่างกว้างๆ ที่เปิดโอกาส ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติทุกฝ่ายได้คิดเอง ตัดสินใจด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน อย่างเพียงพอ ให้เกิดความสมดุลระหว่างความคิด ความรู้ ชีวิตและสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ เกิดความภาคภูมิใจ พอใจ และพบความสุขที่เป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ ดำเนินการตาม แนวพัฒนายึดหลักการ ความเชื่อ แล้วมาใช้หลากหลายวิธีในการปฏิบัติตามหลักวิชาการ ให้สอด คล้องกับสภาพของบุคคล และสังคมสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

แนวคิดเป็นของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์


“การศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้คนและสังคมเจริญงอกงาม ยิ่งเรียนยิ่งขยัน ยิ่งเรียนยิ่งอดทน ยิ่งเรียนยิ่งซื่อสัตย์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความกตัญญู ยิ่งเรียนยิ่งรักปู่ย่าตายาย ดูแลปู่ย่าตายาย ไปไหนก็ดูแลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสุข”

เนื้อหาในส่วนนี้ได้รวบรวมสาระ แนวคิด บทความของท่าน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่เป็นผู้ให้นิยาม คำว่า คิดเป็น"กระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจ" โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทาง สังคมหรือสิ่งแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ ปรัชญา "คิดเป็น" มีรายละเอียดและสาระที่น่าศึกษา


แนวคิด"คิดเป็น" ของ ดร. โกวิท วรพิพัฒน์
ดร.โกวิท วรพิพัฒน์และคณะ ได้ประยุกต์แนวความคิดในเรื่อง“คิดเป็น” และนำมาเป็นเป้าหมายสำคัญในการให้บริการการศึกษาผู้ใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมาดดยมีหลักการที่เป็นหัวใจสำคัญดังนี้ การวิเคราะห์ปัญหาและแสวงหาคำตอบหรือทางเลือกเพื่อแก้ปัญหา คิดอย่างรอบคอบโดยอาศัยข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคม สิ่งแวดล้อมและข้อมูลทางวิชาการประกอบการตัดสินใจ แก้ปัญหาหรือหาทางเลือกเพื่อนำไปปฏิบัติ รู้จักคิดเพื่อแก้ปัญหา ด้วยการกระทำการอย่างเหมาะสมและพอดี
จากหลักการดังที่กล่าวมา พอจะสรูปความหมายของคำว่า คิดเป็น ดังนี้

"คิดเป็น" หมายถึง กระบวนการที่คนเรานำมาใช้ในการตัดสินใจ โดยต้องแสวงหาข้อมูลของตนเอง ข้อมูลของสภาพแวดล้อมในชุมชนและสังคม และข้อมูลทางหลักวิชาการ แล้วนำมาวิเคราะห์หาทางเลือกในการตัดสินใจที่เหมาะสม มีความพอดีระหว่างตนเองและสังคม

เมื่อครั้งดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้ากองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา (ระหว่างปี พ.ศ.2511-2518) ท่านได้ริเริ่มโครงการการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ (Functional Literacy) แบบไทย มุ่งให้ผู้เข้ารับการศึกษาระดับชาวบ้านได้รู้จักคิดแก้ไขปัญหา ให้สอดคล้องกับสภาพสถานะของตน และของกลุ่มที่เรียกว่า "คิดเป็น" โดยมีหลักการว่า เรียนแล้วสามารถนำข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลข้อจำกัดส่วนตัวของแต่ละบุคคล และข้อมูลเกี่ยวกับสังคม มาประมวลแล้วคิดหาคำตอบให้กับปัญหาของแต่ละคนหรือสังคม ซึ่งจะได้คำตอบที่หลากหลายและตรงกับสภาพของแต่ละบุคคลหรือสังคม ไม่ใช่ว่าหนังสือบอกไว้อย่างไรแล้วต้องทำตามเหมือนกันหมด คิดเองไม่เป็น แต่ถ้าคิดเป็นแล้วคำถามหรือปัญหาเดียวกันอาจได้คำตอบไม่เหมือนกันก็เป็นได้

ผลสำเร็จของโครงการ "คิดเป็น" ทำให้ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ได้รับเชิญจากองค์การยูเนสโกให้ไปเสนอผลงานดังกล่าว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ อย่างมาก จนองค์การยูเนสโกนำเรื่องนี้ ไปเผยแพร่ทั่วโลก ทำให้ ดร.โกวิทได้รับฉายาจากต่างประเทศว่า "นายคิดเป็น" (Mr.Khit Pen)

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

(5) Tablet PC กับการจัดการศึกษา


จากนโยบายของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ที่ได้แถลงต่อ ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 มีนโยบายข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของประเทศก็คือ นโยบายการแจก Tablet PC ประจำตัวนักเรียน หรือ ที่เรียกว่า One Tablet Per Child โดยจะเริ่มทยอยแจก เริ่มที่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ และช่องทาง สำหรับการเรียนยุคใหม่

โดยเนื้อแท้ นโยบายของรัฐบาลดังกล่าว เป็นแนวคิดที่จะนำเอาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษามาประยุกต์ใช้ กับการเรียนรู้ ของนักเรียนในอีกรูปแบบ โดยการใช้ Tablet PC มาเป็นเครี่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสศึกษาหาความรู้ ฝึกปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ต่างๆตามศักยภาพและความพร้อม ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวนี้ มีบ้างแล้วในต่างประเทศหลายประเทศ สำหรับแถบเอเซียก็มี เกาหลีใต้ หรือ อินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนอยู่บ้าง ในสถานศึกษา ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาบางแห่ง

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นครูอยู่ในวงการศึกษามาเกือบทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา จนถึงสอนในระดับปริญญา และเป็นผู้หนึ่งที่ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นเครื่องมือ และช่องทาง ในการจัด ในการสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาในรูปแบบต่างๆ พบว่า กระบวนการจัดการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยแกนของเทคโนโลยีจริงๆ อาศัยแค่ Device ซึ่งในที่นี้ก็คือ Tablet PC นั้น คงไม่เพียงพอ แม้ว่าจะได้ทราบข่าวว่า มีการเตรียมการพัฒนาตัว Content ซึ่งทราบว่า จะอยู่ในสภาพของ e-paper (แปลสภาพจากหนังสือ แบบเรียน ที่อยู่ในรูปกระดาษ มาเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์) ก็ไม่ได้สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้เท่าใดนัก ส่วนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบ interactive ในรูปของ LO หรือ Learning Object ซึ่งถือเป็นสื่อเรียนรู้ที่มีพลังในการตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้ยาวนานขึ้นนั้น คงต้องใช้เวลา ในการผลิต อีกทั้งต้นทุนในการดำเนินการผลิตในแต่ละเนื้อหา หรือบทเรียนค่อนข้างสูง จากองค์ประกอบ 2 ประการข้างต้น ก็ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มผู้เรียนได้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่สำคัญอีก เรามาศึกษาถึงองค์ประกอบกันอย่างละเอียด
1. Device
จากการที่ได้เกริ่นนำไปแล้วว่าการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยี สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์หลักในที่นี้ ก็คือ Tablet PC แต่ในความเป็นจริงแล้ว็คงไม่ใช่จะมีเฉพาะแค่ตัว Tablet PC เท่านั้น ยังต้องมีอุปกรณ์ที่เป็นองค์ประกอบสนับสนุนต่างๆ อีกหลายๆอย่าง อาทิ อุปกรณ์สำหรับแพร่สัญญาณ WiFi อุปกรณ์ระบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ชุดคอมพิวเตอร์ สำหรับ backup กิจกรรม งานการเรียนการสอน รวมถึงแต่ละสถานศึกษาต้องมี Tablet PC สำรองไว้เพื่อทดแทนกรณีตัวที่ผู้เรียนชำรุด
สรุป Device ที่จำเป็น หมายถึง
  1. Tablet PC
  2. Computer set
  3. Network System
  4. อุปกรณ์ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi
  5. ชุดอุปกรณ์สนับสนุนระบบต่อพ่วงต่างๆ

2. Content
ในส่วนนี้หมายถึงเนื้อหา ที่ใช้ในการเรียนการสอน จะอยู่ในรูปของไฟล์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย

  1. e-Paper ไฟล์เอกสารหนังสือที่ถูกเปลี่ยนสภาพจากกระดาษ มาเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์
  2. LO : Learning Object ก็คือหน่วยการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบขิงไฟล์ Streaming multimedia interactive
  3. Web-based จะเป็นเอกสารเว็บที่ถูกพัฒนา รองรับการเรียนรู้เมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย
  4. e-Knowledge Sheet ก็คือใบงานอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับใช้ในการจัดกิจกรรมทางการศึกษา

3. Teacher & Instructor
ตรงส่วนนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนของสถานศึกษา ซึ่งครูต้องมีความชำนาญในการใช้งานอย่างดี แต่ สภาพจริงๆ เชื่อได้ว่า มีครูผู้สอนใช้ Tablet PC เป็น คงมีไม่กี่เปอร์เซนต์ ดังนั้นเพื่อให้การจัดการศึกษา ในรูปแบบนี้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามลักษณะเฉพาะของ Device ต้นสังกัดจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับครู ใน 2 ด้าน คือ
  1. ความรู้ในการใช้งาน Tablet PC
  2. ความรู้กระบวนการ เทคนิควิธีการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพผ่าน Tablet PC

4. InfraStructure

จากการที่มีนโยบายสร้าง content ในลักษณะ
e-paper และ LO นั้น คาดว่าคงเป็นการเตรียมการเฉพาะปีแรก ซึ่งก็คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเมื่อนักเรียน เรียนในชั้นที่สูงขึ้น ก็จำเป็นต้องมีแบบเรียนเพิ่ม ซึ่งการเพิ่มเติมบทเรียน คงไม่ทำแบบ update ผ่านกระบวนการ offline ไปทีละเครื่องแน่ ดังนั้นการ update ผ่านระบบ online ก็ต้องพึ่งพาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อีกทั้งการเรียนรู้ก็คงไม่จำกัดเฉพาะสาระในตัว Tablet PC เท่านั้น คงต้องเปิดโอกาสให้ไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งตัว tablet PC จำเป็นต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ตไร้สายหรือ WiFi ซึ่งในสถานศึกษาหลายแห่ง ระบบไร้สายยังไม่ได้ทำการติดตั้งและระบบไร้สายที่ต้องรองรับการใช้ Tablet PC หลายๆเครื่องก็ต้องมีระบบ ประสิทธิภาพ ความเร็วที่สอดคล้องกับขนาดของสถานศึกษา รวมถึงต้องรองรับช่องสัญญาณที่เสถียรภาพด้วย ที่สำคัญระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายจะต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ด้วยการกำหนดสิทธิ์ การจัดการเครือข่าย และการเก็บข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
สรุป Infrastruture ที่จำเป็น หมายถึง ระบบโครงข่ายของภาครัฐ ระบบเครือข่ายภายในสถานศึกษา
5. Technicial Service
เป็นที่ทราบกันอย่างดีว่า Tablet PC มีความเปราะบางต่อแรงตกกระแทก รวมถึงฝุ่น ความชื้น โดยเฉพาะน้ำยิ่งอยู่ในมือเด็กด้วยแล้ว ปัจจัยนี้จะเป็นปัญหาที่น่าคิด แม้ว่าสถานศึกษา จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ แต่สภาพความเป็นจริง ตัวเครื่อง Tablet PC และอุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ คงต้องมีการชำรุดเสียหายไปตามสภาพและกาลเวลา สถานศึกษา เกือบทุกแห่งขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในเรื่องการดูแล แก้ไขปัญหา


ซึ่งคงเป็นปัญหาใหญ่อีกประการที่คงต้องหาบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคนิค หรือดำเนินการพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ คงต้องจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ สำหรับซ่อมบำรุง รวมถึงตัว Tablet PC ไปทดแทน กรณีที่อยู่ระหว่างการซ่อมแซมด้วย เพื่อไม่ให้ระบบการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องพลาดโอกาส


ซึ่งงานนี้ นับว่าเป็นโจทย์สำคัญที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สพฐ. ต้องคิด และเตรียมการวางแผน อย่างรอบครอบ เพื่อให้การจัดการศึกษา ที่ใช้ Tablet PC เป็นอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งที่ใช้ในการจัดการศึกษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมรับมือจากปัญหาต่างๆที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น ในภาคเรียนแรกของปี 2555 ที่มีการใช้ Tablet PC ในสถานศึกษา

แต่จากการเตรียมความพร้อม ตามที่ เลขา สพฐ. ได้กล่าว ตามข่าว ก็น่าจะมั่นใจในระดับหนึ่งถึงความพร้อมในการเตรียมการณ์



และจากโครงการในครั้งนี้ สำนักงาน กศน. ก็ได้รับการจัดสรร Tablet PC จำนวน 1,000 เครื่อง ซึ่งทางสำนักงาน กศน. จะบรรจุเนื้อหาสาระหลักสูตร กศน. แล้วจัดเฉลี่ยนส่งให้แต่ละจังหวัด นำไปไว้ในรถโมบาย เคลื่อนที่ เพื่อให้บริการไปยัง กศน.ตำบลต่างๆ ในพื้นที่ ที่รับผิดชอบ

แบ่งปันความรู้

Twitter Facebook Stumbleupon Favorites More